
แสงแฟลชวูบวาบจากกล้องถ่ายรูป สาดไปยังกลุ่มคนที่พยายามเสือกตัวเข้าหารถสีดำคันใหญ่ กับพริตตี้สาวสวยในชุดราตรีแดงยาว การเบียดเสียดส่งเอาผมให้ต้องเขยิบตัวหลีกออกมายืนอยู่วงนอก
ผมอยู่ในงานมอเตอร์โชว์ที่ปักกิ่ง หรือชื่อเต็มๆ ก็คือ "2004 Beijing International Automotive Exhibition" ที่จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 10-16 มิถุนายน 2547 (วันที่ 9 มิถุนายน เป็นรอบสื่อมวลชน) และรถสีดำที่ผมว่าก็คือ รถ Bentley Mulliner 728 พาหนะที่แพงที่สุดที่วางขายในงานนี้ และที่น่าตกใจก็คือ มันถูกขายไปแล้วตั้งแต่เช้าวันแรกที่งานเปิดด้วยราคา 9,880,000 หยวน หรือตีเป็นเงินบาทกลมๆ ก็ประมาณ 50 ล้านบาท
ไม่เพียงแต่ Bentley ที่มาซื้อบูธในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ในปีนี้ แต่บริษัทรถยนต์ชั้นนำในโลก ทุกยี่ห้อต่างก็ยินดีควักกระเป๋าเช่าบูธ งานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนครั้งนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
แม้ค่าเช่าบูธจะแพงถึง 260 เหรียญสหรัฐ ต่อตารางเมตร (สำหรับบริษัทรถยนต์ต่างชาติ) แต่บริษัทรถยนต์ใหญ่อันดับสองของโลกก็ไม่ลังเลที่จะจองพื้นที่ไว้ถึง 5,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาด พื้นที่ซึ่งใหญ่ที่สุดในงาน เพื่อจัดงานเปิดตัว Ford Focus รุ่นใหม่ (ที่เปิดตัวที่ปักกิ่งเป็นที่แรกในโลก) และจัดแสดงรถยนต์ในค่ายที่ตัวเองถืออยู่ในมือหลายยี่ห้อ เช่น Volvo, Masda, Lincoln, Land Rover ทั้งนี้ผู้บริหารของฟอร์ดยังบอกด้วยว่า จริงๆ แล้วต้องการ พื้นที่อีกสองเท่าคือ 8,000-10,000 ตารางเมตร แต่ผู้จัด งานไม่สามารถจัดพื้นที่ให้ได้
ไม่เพียงแต่ฟอร์ดที่ต้องการพื้นที่ บริษัทรถยนต์อื่นๆ ต่างก็ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น GM, Daimler Chrysler, Toyota, Nissan, Renault, PSA Peugeot Citreon, Honda หรือ BMW บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ 9 อันดับแรกของโลกต่างก็พาเหรดมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง โดยขนทั้งรถยนต์รุ่นที่อยู่ในสายการผลิต และรถยนต์ต้นแบบมาด้วย
เยื้องๆ บูธฟอร์ดไปอีกหน่อย เป็นที่จัดแสดง Aston Martin รุ่น V12 Vanquish แบบเดียวกับที่ถูก ใช้ถ่ายในภาพยนตร์เรื่องเจมส์บอนด์ ภาค Die Another Day เถิบไปอีกนิดก็เป็นลานแสดงรถของ Audi รถยนต์ หรูหราในค่ายโฟล์คที่ขายดีที่สุดในจีน ขณะที่ซุ้มของ DaimlerChrysler ที่จัดแสดงรถเบนซ์ นั้นถูกแบ่งเป็นสองชั้นเพื่อจัดแสดงรถมากกว่า 20 คัน ซึ่งสองในยี่สิบกว่าก็รวมถึง Maybach รถยนต์แพงระยับที่ Daimler เอาไว้เจาะตลาดชั้นสูง แย่งกับ Bentley และ Rollsroyce
ทั้งนี้บูธของ Benz ได้รับความนิยมจากคนจีนถึงขนาดต้องต่อแถวกันเข้าชม และรถยนต์ที่ไม่ใช่รถต้นแบบก็ถูกผู้ชมที่มางานจับจองเป็นเจ้าของเกือบหมด
ปักกิ่งมอเตอร์โชว์ เป็นที่พูดถึงของคนจีนไปทั่ว โดยในช่วงก่อนและระหว่างการจัดงาน สื่อมวลชนจีนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด หนังสือพิมพ์มีการรายงาน ข่าวทุกวัน รวมถึงมีการทำรายงานพิเศษ และคู่มือสำหรับ ชมงานโดยเฉพาะ ขณะที่โทรทัศน์ก็มีรายงานสด เพื่อแนะนำงานและรายงานรถยนต์ของแต่ละค่ายที่นำมาจัดแสดงกันอย่างละเอียดยิบ
ความอุ่นหนาฝาคั่งของปักกิ่งมอเตอร์โชว์ ทั้งจากผู้ขายและผู้ซื้อ คงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ หากเหลือบไปดูตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนแล้วพบว่า ขณะที่เศรษฐกิจในสหรัฐฯ และยุโรป กำลังอยู่ในภาวะซบเซา หรือเติบโตเพียงเล็กน้อย เศรษฐกิจจีนกลับโตมากเกือบแตะระดับเลขสองหลัก และยอดขาย รถยนต์ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 ต่อปี
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ก่อนหน้างานมอเตอร์โชว์ไม่นาน Ferrari รถยนต์สายพันธุ์รถแข่งจากอิตาลี เพิ่งมาเปิดโชว์รูมทางการแห่งแรกที่เมืองเซี่ยงไฮ้ หลังจากตั้งแต่ปี 2536 Ferrari ทำการขายรถผ่านดีลเลอร์มา นานร่วม 10 ปี โดยผู้บริหารของ Ferrari ให้สัมภาษณ์ ว่าทางบริษัทคาดหมายไว้ว่า ปี 2547 นี้ยอดขาย Ferrari น่าจะอยู่ที่ราว 140 คัน ซึ่งหมายความว่าในปีนี้ปีเดียวคนจีนจะซื้อรถ Ferrari มากพอๆ กับ จำนวน Ferrari คนจีนซื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว!
ในสายตาของผม ปักกิ่งมอเตอร์โชว์ นอกเหนือ จากการงานแสดงรถยนต์ที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในยุคนี้แล้ว ยังเป็น "สัญลักษณ์" ที่บ่งบอกถึงภาวการณ์หลายๆ อย่างของ สังคมโลก และสังคมจีน
ประการแรก จีนเหมือนมังกรที่หลับใหลมานาน ขณะนี้มังกรตัวนี้กำลังตื่นและกำลังหิว มังกรตัวนี้นอกจากจะกินอาหารแล้ว มันยังต้องการทรัพยากรเพื่อมาเลี้ยงท้องกิ่วและฟื้นฟูกำลังของตัวเอง จีนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติ การณ์แตะระดับ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มากกว่านั้น มังกรตัวนี้ยังบริโภคเหล็กราว 1 ใน 4 ของโลก บริโภคถ่านหินราว 1 ใน 3 ของโลก บริโภคซีเมนต์ราว 1 ใน 2 ของโลก
แม้ค่าแรงที่ถูก และตลาดที่ใหญ่มหาศาลของจีน จะช่วยฉุดโลกให้ขึ้นจากหลุมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในอีกด้านหนึ่งมังกรยักษ์ตัวนี้ก็กำลังกัดกินและผลาญทรัพยากรโลกที่มีอยู่จำกัด อย่างตะกละตะกลามด้วยเช่นกัน
ประการที่สอง จีนแม้จะเปลี่ยนมาใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดได้กว่า 20 ปีแล้ว แต่จีนก็ยังคงเป็นประเทศสังคมนิยม เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ต่อหัวของประชากรเฉลี่ยแล้วเกินระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 40,000 บาทต่อปีมาเล็กน้อยเท่านั้น
จำนวนผู้เข้าชมปักกิ่งมอเตอร์โชว์ ถูกจำกัดไว้ด้วยจำนวนบัตรที่มีขายเพียง 400,000 ใบ และค่าผ่าน ประตูเข้าชมก็ถูกตั้งไว้สูงถึง 50 หยวน (250 บาท) และ 100 หยวน (500 บาท) พูดตรงๆ แล้ว ปักกิ่งมอเตอร์โชว์ก็เป็นเพียงงานแสดงสินค้าและเวทีชอปปิ้งของเศรษฐีจีน ที่คำนวณจากคน 1,300 ล้านคน แล้วก็นับเป็นแค่เพียงกลุ่มคนหยิบมือเล็กๆ
ยิ่งรถยนต์ราคาสูงเสียดฟ้าอย่าง Bentley, Rollsroyce, Ferrari ฯลฯ ถูกขายไปมากเท่าไร ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ช่วงความเหลื่อมล้ำทางสังคมจีนกำลังถูกถ่างให้กว้างขึ้นด้วยเช่นกัน??
หมายเหตุ
งาน The Beijing International Automotive Industry Exhibition (Auto China) ได้จัดงานภายใต้แบรนด์นี้มานานกว่า 14 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1990 โดยปีนี้ธีมของงานอ้างถึง "Technology, Brand, Information and Service" ผู้จัดงาน ได้แก่ CAIC (China Automotive Industry International Corporation), CIEC (China International Exhibition Center Group Corporation) ซึ่งร่วมกับ Messe Munich International/IMAG of Germany and Adsale Exhibition Service Ltd.(H.K.)
|