วันวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ปรส. จะปิดรับซองประมูลสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งประกอบไปด้วยสัญญาสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน
53 แห่ง จำนวน 17,620 สัญญาโดย จัดจำหน่ายเพียงกลุ่มเดียว มียอดลูกหนี้คงค้าง
ประมาณ 24,400 ล้าน บาท ซึ่งเป็นยอดที่ได้รับการบันทึกสิ้นสุดเมื่อวันที่
28 กุมภาพันธ์ 2541
ปรส.คาดว่า ผู้ชนะการประ-มูลสามารถลงนามในสัญญาซื้อขายได้ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันปิดประมูล
และกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดนี้จะถูกนำมาประมูลภายในวันเดียวเท่านั้น
โดยทาง ปรส.ได้แต่งตั้งบริษัท เลห์แมน บราเดอร์ส รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการจำหน่ายสินทรัพย์หลักครั้งนี้
จำนวน 65% ของพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่นำออกขายนั้นเป็นของ
7 บริษัทเงินทุนหลักๆ คือบริษัทนิธิภัทร 5,250.5 ล้านบาท (21.54%), บริษัทเอกธนกิจ
3,200 ล้านบาท (13.13%), บริษัทพรีเมียร์ 1,905.5 ล้านบาท, บริษัทเอ็มซีซี
1,851.5 ล้านบาท, บริษัทนครหลวงเครดิต 1,207.0 ล้านบาท และ บริษัทซิทก้า
971.8 ล้านบาท นอกจากนี้เป็นของบริษัทอื่นๆ อีก 8,479.9 ล้านบาท
กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ ปรส.จัดจำหน่ายครั้งนี้มียอดหนี้คงค้างโดยเฉลี่ยประมาณ
1.38 ล้านบาท ทั้งนี้ประมาณ 83% ของสินเชื่อทั้งหมดมียอดลูกหนี้คงค้างเป็นจำนวนเงินตั้งแต่
0-2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ของสินเชื่อคิดเป็นร้อยละ
16.5 โดยร้อยละ 84 ของสินเชื่อทั้งหมด คิดดอกเบี้ยเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่นำออกจำหน่ายนี้ มีอายุสัญญาเฉลี่ยประมาณ 166 เดือน
สินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร
และเขตปริมณฑล ถึงร้อยละ 81 ส่วนในเขตภาคกลางทั้งหมดจะมีร้อยละ 6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ
3 ภาคใต้ร้อยละ 3 ภาคตะวันออกร้อยละ 2 ที่เหลือไม่อาจระบุได้
หากพิจารณายอดลูกหนี้คงค้างแบ่งตามประเภทอสังหาริมทรัพย์จะพบว่า สัญญาสินเชื่อบ้านเดี่ยวมีจำนวนร้อยละ
33 ทาวน์เฮาส์ร้อยละ 22 ที่ดินเปล่าร้อยละ 19 คอนโดมีเนียมร้อยละ 18 สำนักงานขนาดเล็ก
และบ้านกึ่งสำนักงานร้อยละ 7 และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ อีกร้อยละ 1
สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดประกอบด้วย หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ หนี้คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จากตัวเลขยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์
2541 นั้นลูกหนี้ร้อยละ 41 ไม่มียอดค้างชำระ, ร้อยละ 13 ค้างชำระ 31-60 วัน,
ร้อยละ 7 ค้างชำระ 61-90 วัน, ร้อยละ 6 ค้างชำระ 91-120 วัน, ร้อยละ 7 ค้างชำระ
121-180 วัน, ร้อยละ 25 ค้างชำระเกินกว่า 180 วัน
อมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ ปรส.ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อของบ้านและทาวน์เฮาส์
ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความต้องการสูง ในขณะเดียวกันลูกหนี้ที่ค้างชำระต่ำกว่า
90 วันมีทั้งหมด 61% ซึ่งนับว่าเป็นหนี้ที่ยังใช้ได้ทีเดียว
ส่วนกลยุทธ์ในการจัดกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพียงกลุ่มเดียวนั้น อมเรศ
ศิลาอ่อน ประธาน ปรส.ให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนกลุ่มใหญ่ต้องการ และจะสามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดจากผู้ลงทุนที่มีหลากหลายประเภท
ถ้าหากแยกออกเป็นหลายกลุ่มจะทำให้เกิดความเสียงมากขึ้น รวมทั้งอาจจะเกิดการขายไม่หมด
หรือเกิดการตัดราคา
ส่วนในเรื่องมูลค่าที่เป็นเงินค่อนข้างสูงนั้น อมเรศกล่าวว่า 24 พันล้านบาทนั้นเทียบเท่ากับ
3% ของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดมีสูงถึงประมาณ 794,000
ล้านบาท และคาดว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะเป็นการเข้ามาร่วมลงทุนกันของนักลงทุนหลายกลุ่ม
โดยทาง ปรส.คาดว่ากลุ่มนักลงทุนที่สนใจนั้น จะเป็นนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาจับมือร่วมกันกับนักลงทุนในเมืองไทยที่ยังมีกำลังซื้อ
และต้องเป็นกลุ่มที่มีแหล่งเงินระยะยาวพอสมควร
ปรส.ย้ำว่าการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อลูกหนี้
หรือเจ้าของบ้านที่ยังมีสัญญากับไฟแนนซ์เดิม เพียงแต่ลูกหนี้จะเปลี่ยนเจ้าหนี้เท่านั้น
ส่วนสัญญา เงื่อนไข และข้อตกลง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าจะมีตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันตอนหลัง
แต่ที่สำคัญลูกหนี้จะต้องชำระเงินและปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาฉบับเดิมอย่างต่อเนื่องด้วย
วันนี้ลูกบ้านทั้งหลาย ที่เฝ้าติดตามดูอย่างใจจดจ่อ คงใกล้ที่จะรู้แล้วว่าใครจะมาเป็นเจ้าหนี้รายใหม่
ส่วน ปรส.เองก็จะรู้แล้วเช่นกันว่าจะมีการประมูลได้ในราคาที่ดีหรือไม่ และจะได้รู้กันจริงๆ
เสียที เหมือนกันว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยยังน่าพิสมัย ควรเสี่ยงต่อการลงทุนอีกหรือไม่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ