หลังจาก ยศ เอื้อชูเกียรติ ตัดใจสละบัลลังก์การบริหารงานของแบงก์เอเชียที่จรูญ
เอื้อชูเกียรติ บิดาของเขายกให้เมื่อปี 2524 ให้แก่จุลกร สิงหโกวินท์ มือปืนรับจ้างศิษย์เก่าแบงก์กรุงเทพ
เมื่อ 2 ต.ค. 2535 เพื่อผลักให้แบงก์เอเชียก้าวออกจากระบบธุรกิจครอบครัวสู่การบริหารงานแบบมืออาชีพ
เท่ากับยศเป็นคนสุดท้ายของตระกูลเอื้อชูเกียรติที่ได้กุมบังเหียนแบงก์เอเชีย
(ในขณะที่กลุ่ม "ภัทรประสิทธิ์" หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ มีบทบาทน้อยมากในการบริหารธนาคาร)
และนับได้ว่า เขาได้เดินมาถูกทางแล้ว เพราะหากวันนั้นเข้าไม่สลัดความเป็นธุรกิจครอบครัวออกจากแบงก์เอเชีย
วันนี้ ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ก็คงไม่แตกต่างจาก 6 ธนาคารที่ถูกกองทุนฟื้นฟู
ฯ ยึดไป ซึ่งอาจทำให้เขาสะอื้นไม่ออกเลยก็เป็นได้
ยศได้ทาบทามจุลกรมาจากธนาคารกรุงเทพตั้งแต่ปี 2528 เพื่อเข้ามาทำงานที่ธนาคารเอเชียในตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานการเงินและธุรกิจ
รวมทั้งรับผิดชอบงานต่อจากศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และอำนวยการฝ่ายสินเชื่อของธนาคารที่ลาออกไปอยู่กับ
ปตท. ในสมัยนั้นและปัจจุบัน ศิรินทร์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย
ช่วงที่จุลกรเข้ามาร่วมงานกับธนาคารเอเชีย เป็นช่วงที่ธนาคารกำลังมีการปรับตัวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น
โดยในปี 2529 ธนาคารเอเชียได้เปิดสำนักงานใหญ่อาคารหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมฝีมือของสุเมธ
ชุมสาย ที่ทันสมัยและสร้างความฮือฮา เบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ลดค่าเงินบาทในปี 2527 ได้พอสมควร
หลังจากเหตุการณ์ลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2527 สถาบันการเงินไทยก็อยู่ในภาวะที่ง่อนแง่นมาตลอด
โดยปัญหาส่วนใหญ่มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ขาดคุณภาพ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
(NPL) สูงขึ้นกัดกินเงินทุนที่มีอยู่ รวมทั้งผลการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
เป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปอุ้ม ธนาคารเอเชียก็เป็นหนึ่งในหลายแบงก์
ที่ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน
1,500 ล้านบาทระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ภายใต้เงื่อนไขการเพิ่มทุนต่อเนื่องทุกปี
โดยตั้งแต่ปี 2529-2534 ธนาคารเอเชียมีการเพิ่มทุนมาตลอดเป็น 900 ล้านบาทเป็น
1,200 ล้านบาท 1,600 ล้านบาท เป็น 2,400 ล้านบาท และ 2,800 ล้านบาท ตามลำดับ
ซึ่งการเพิ่มทุนแต่ละครั้งจะต้องขายหุ้นในราคาพาร์ให้แก่กองทุนฟื้นฟู เป็นผลให้กองทุนฟื้นฟูมีหุ้นอยู่ในธนาคารเอเชียจำนวน
15.72% และธนาคารเอเชียก็สามารถชำระเงินกู้จำนวนดังกล่าวแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้
ในช่วงต้นปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารเอเชียได้เป็นธนาคารแรกที่แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน
และได้ชื่อใหม่ว่า ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) และในไตรมาสสุดท้ายของปีนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร
โดยจุลกร เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แทน ยศ ทายาทรุ่นสองและรุ่นสุดท้ายของ
"เอื้อชูเกียรติ" แห่งธนาคารเอเชียที่ผันตัวเองไปนั่งในตำแหน่งรองประธานกรรมการ
ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งรองประธานฯ ตกอยู่ในมือของ นงลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์ ในขณะที่เอื้อชูเกียรติแทบจะไม่มีบทบาทใดๆ
เลย
ธนาคารเอเชียเปิดฉากสู่การบริหารธนาคารยุคใหม่ ภายใต้การนำและขุนพลมืออาชีพของจุลกรเขาต้องทำงานหนัก
เพื่อพิสูจน์ความสามารถและลบคำสบประมาทจากหลายฝ่ายที่เฝ้าดูเขาอยู่ จุลกรต้องวางแผนกลยุทธ์หลากหลาย
นับตั้งแต่กลยุทธ์หลากหลาย นับตั้งแต่กลยุทธ์หลากหลาย นับตั้งแต่กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพรายได้
กลยุทธ์การเพิ่มทุน กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี และกลยุทธ์หาพันธมิตรทางธุรกิจ
เพื่อให้บบรรลุ MISSION เมื่อ 6 ปีก่อนของจุลกรคือ "ธนาคารเอเชียจะต้องมีกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดที่มั่นคงและต่อเนื่อง"
ซึ่งเขาสามารถทำได้อย่างที่ตั้งไว้ จวบจนสิ้นปี'39 ที่กำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยเริ่มลดลงเหลือ
19% จาก 20.96% ในปี'38 และในปี'40 ลดลงเหลือเพียง 0.39%
ยิ่งไปกว่านั้น ผลประกอบการก่อนสอบทานในงวดแรกของ ปี'41 ธนาคารมีผลขาดทุนสุทธิ
5,441 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุน 12.76 บาทต่อหุ้นลดลงกว่า 6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีกำไร
2 บาทต่อหุ้น สืบเนื่องมาจากที่ธนาคารได้ตั้งสองรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นเป็นจำนวนสูงถึง
4,950 ล้านบาท โดยตั้งสำรอง 15% สำหรับสินทรัพย์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และ 100%
สำหรับสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ รวมทั้งมียอดค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ด้านภาษีอากรและเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนใหม่ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จากเดิม 0.1% เป็น
0.2 % ของยอดเงินฝากและเงินกู้ยืม เนื่องจากในช่วงครึ่งปีกแรกของปีนี้ธนาคารมีอัตราการขยายตัวด้านเงินฝากสูงสุดในระบบ
ส่งผลให้ธนาคารต้องสมทบเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูเป็นจำนวนมากตามไปด้วย และผลขาดทุนจะมีต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้
สำหรับตัวเลขการเติบโตของสินทรัพย์ของธนาคารเอเชียในงวดครึ่งปีแรกของปี'41
ธนาคารมียอดสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 128,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี'40
ด้านยอดเงินฝากรวมทั้งสิ้น 112,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.44% และมียอดสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น
148,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.95% โดยมีสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้คิดเป็น
20.7% ของสินเชื่อทั้งหมด และปัจจุบันธนาคารเอเชียเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ
11 ของประเทศไทย มีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 2,300 คน ปฏิบัติงานอยู่ตามสาขาต่างๆ
จำนวน 110 สาขาทั่วไทย
คลื่นเศรษฐกิจได้ถล่มภาคสถาบันการเงินระลอกแล้วระลอกเล่า ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งต่างก็ดิ้นสุดตัวเพื่อให้รอดพ้นจากมรสุมครั้งนี้
ต้องยอมรับว่าธนาคารเอเชียได้เปรียบกว่าธนาคารขนาดกลางและเล็กรายอื่น เนื่องจากได้มีการวางแผนพัฒนาธุรกิจล่วงหน้าอยู่แล้ว
ภายใต้กรอบวิสัยทัศน์ที่จะนำพาธนาคารไปสู่ความเป็นสากล ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า
จะเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นในประเทศไทย และจุลกรเองตระหนักอยู่เสมอว่า การจะให้ธนาคารมีกำไรอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่เกิดจากการขยายตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็วเท่านั้น หากต้องมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ
มีการควบคุมภายในที่รัดกุมและทันท่วงทีต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญที่สุดคือ ธนาคารต้องมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
การดำเนินการหาพันธมิตรร่วมทุนทางธุรกิจจึงได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง เมื่อต้นปี'40
ที่ผ่านมา จุลกรเล่าว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี'40 มีทั้งสถาบันการเงินและกองทุนจากต่างประเทศหลายแห่งเข้ามาติดต่อกับธนาคาร
จากนั้นก็มีการเจรจากันมาตลอด จนกระทั่งในช่วงปลายปีเหลือสถาบัน 4 รายที่จุลกรเห็นว่ามีความสนใจลงทุนในธนาคารเอเชียจริง
เขาเลยเปิดการเจรจากับรายอื่นและโฟกัสมาที่ 4 สถาบันนี้ 1 ใน 4 ของสถาบันที่สนใจก็คือ
เอบีเอ็น แอมโร ซึ่งทั้ง 4 สถาบันได้เข้ามาทำ DUE DILIGENCE ในขั้นต้นก่อน
และมีการพูดคุยกันตลอดกับแต่ละแห่งในเรื่องของเจตนาการเข้ามา แผนการบริหารงานเบื้องต้น
รวมทั้งทัศนะต่อผู้ถือหุ้นเดิมและสัดส่วนการถือครองหุ้น เป็นต้น
ในที่สุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 41 นี้ ธนาคารเอเชียได้ตกลงลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเห็นชอบ
ให้ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่ของธนาคารเอเชีย ในสัดส่วน
75% โดยธนาคารจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ชนิดเจาะจงให้แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศประเภทสถาบันการเงินคือ
ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร
"ทางแบงก์ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับทางเอบีเอ็น แอมโรมาก่อนเลยจนกระทั่งมีดีลนี้เกิดขึ้น
จากการที่เราส่งข่าวไปยังต่างประเทศว่าเราจะหาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมทุนด้วย
และเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผู้บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศของเขาก็บินมาคุยกับผม
และหลังจากนั้นเราก็มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง เอบีเอ็น แอมโร เป็นแบงก์ที่กล้าเสี่ยงและกล้าลงทุนในธนาคารเอเชียที่สุด
ที่สำคัญเขามองเมืองไทยในแง่ดี และเขาคิดว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น"
จุลกรเล่า
จำนวนหุ้นสามัญดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ :-
1. หุ้นสามัญจำนวน 1,423 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 5.27 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น
7,500 ล้านบาท
2. หุ้นสามัญจำนวน 10,000 หุ้น โดยจะพิจารณาราคาจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหุ้นในงบการเงินสิ้นสุดวันที่
31 ธ.ค. 2542 โดยการชำระค่าหุ้นในส่วนนี้จะไม่ต่ำกว่า 10 บาทต่อหุ้นตามสูตรการคำนวณทรัพย์สินสุทธิของธนาคารตามบัญชีที่ได้ปรับปรุงแล้วต่อหุ้น
นอกจากนี้ได้จัดสรรเพื่อรองรับการแปลงสภาพ หรือรองรับการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นของตราสารต่างๆ
จำนวนประมาณ 2.6 ล้านหุ้นด้วย รวมจำนวนหุ้นสามัญที่เพิ่มทุนครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ
1,426 ล้านหุ้น
สำหรับวิธีการจ่ายเงินของเอบีเอ็น แอมโร เรียกว่า TWO STEP PRICING โดยแบ่งจ่ายเป็น
2 งวด งวดแรกเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 7,500 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาประมาณเดือนกันยายนนี้
หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการออกหุ้นเพิ่มทุนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงินงวดแรกนี้
จุลกรถือเป็นเงินดาวน์การเข้ามาถือหุ้นในธนาคารเอเชีย เป็นการรับประกันว่าอย่างไรก็ตาม
เอบีเอ็นแอมโรก็ไม่ถอยแน่
ส่วนเงินงวดที่สองจะจ่ายกันหลังจากมีการประเมินราคา NAV ของธนาคารเเชีย
ณ วันที่ 31 ธ.ค. 42 โดยมีฐานการคำนวณจากจำนวนหุ้นที่จดทะเบียน ณ ปัจจุบันก่อนการเพิ่มทุนครั้งนี้
ผนวกกับอัตราส่วนราคาหุ้นตามบัญชีของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
6 แห่ง ณ สิ้นปี 2542 มาเป็นฐานในการกำหนดราคาขายหุ้นของธนาคารเอเชีย จากนั้นนำราคาที่คำนวณได้หัก
5.27 บาท ที่จ่ายไปแล้วในงวดแรกก็จะเท่ากับเงินส่วนที่เหลือที่เอบีเอ็นต้องจ่ายในอนาคต
และราคาที่เอบีเอ็น แอมโรกำหนดไว้เป็นเพดานสูงสุดคือประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
หรือเท่ากับราคาประมาณหุ้นละ 27.50 บาท
"เนื่องจากไม่สามารถตกลงราคากันได้ เราจึงช่วยกันคิดรูปแบบนี้ขึ้นมาจากสมมติฐานที่ว่าในปลายปี
1999 เศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน และราคา BOOK VALUE ของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปน่าจะสูงขึ้น
ราคาที่ประเมินออกมาจะได้ไม่ต่ำจนกระทั่งผู้ถือหุ้นเสียเปรียบ" เป็นความเห็นของจุลกรและทางเอบีเอ็นก็เห็นด้วย
ซึ่งทำให้ทีมผู้บริหารของธนาคารเอเชียยิ่งรู้สึกว่า เอบีเอ็นมีความยุติธรรมมากในการคำนวณราคาของธนาคาร
และมีความตั้งใจเข้ามาลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง
ต่อมาเมื่อ 21 พ.ค. 41 เอบีเอ็นแอมโรได้เสร็จสิ้นการดำเนินการตรวจสอบฐานะของธนาคารเอเชียอย่างละเอียด
โดยได้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการระหว่างสองสถาบันในวันที่
26 มิ.ย. 41 และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 41 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมติการเพิ่มทุนครั้งนี้ของธนาคาร
เป็นอันว่ากระบวนการเสร็จสิ้นเรียบร้อย
นอกจากเงื่อนไขการประเมินราคาที่ยุติธรรมแล้วนโยบาย รูปแบบการบริหารงาน
การดำเนินงานและวิสัยทัศน์ของธนาคารเอเชียจะยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอบีเอ็นยังคงต้องการให้ธนาคารเอเชีย คงสถานะความเป็นสถาบันการเงินของประเทศไทย
ไม่มีการเปลี่ยนชื่อธนาคาร ไม่มีการเปลี่ยนผู้บริหารตำแหน่งประธานกรรมการยังคงเป็น
ชวลิต ธนะชานันท์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังคงเป็น จุลกร คนเดิม และเอบีเอ็น
แอมโรจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดในธนาคารโดยจะส่งคนเข้ามานั่งในบอร์ดของธนาคารด้วย
รวมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้าน RISK MANAGEMENT ด้าน TREASURY และด้าน TRANSACTION
BANK ซึ่งธนาคารเอเชียยังขาดอยู่ มาเสริมให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งครอบวงจรยิ่งขึ้น
สำหรับเป้าหมายใหม่ของทางเอบีเอ็น แอมโรคือ ต้องการให้ธนาคารเอเชียมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดรายย่อยและตลาดขนาดกลางที่ไม่ต่ำกว่า
10% รวมทั้งมีความหวังว่า ธนาคารเอเชียจะเป็น 1 ใน 5 ของธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
"เอบีเอ็น แอมโร พอใจที่จะลงทุนในธนาคารเอเชีย เนื่องจากไม่มี OVER
LAB ระหว่างสาขาของเขากับธนาคารของเรา กลุ่มลูกค้าของเรากับของเขาแยกกันชัดเจน
คือ เขาจับลูกค้าขนาดใหญ่ ในขณะที่เราจับลูกค้าขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเขาต้องการทำธุรกิจกับลูกค้าขนาดกลางและเล็กในภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งเขาได้เข้ามาเริ่มต้นในเมืองไทยที่ธนาคารเอเชียเป็นแห่งแรก" จุลกรเล่าที่มาของการเข้ามาลงทุนของเอบีเอ็น
แอมโร และกล่าวถึงแผนการทำงานในครึ่งปีหลังของธนาคารเอเชียที่มุ่งเน้นการพัฒนาหนี้
ประนอมหนี้เป็นหลัก โดยมีหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นมาเฉพาะ รวมทั้งเร่งขยายตัวทางด้านเงินฝากรายย่อย
ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการโหมทำโปรโมชั่น โดยยอดเงินฝากของธนาคารในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตถึง
40% นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประเทศไทย
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของผู้ถือหุ้นของธนาคารเอเชีย ที่ส่งผลให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิม
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของสองตระกูล "เอื้อชูเกียรติ" และ "ภัทรประสิทธิ์"
ต้องลดสัดส่วนลงเหลืออยู่ประมาณ 10% จุลกรไม่ได้รู้สึกว่ามีผลกระทบใดๆ ต่อการดำเนินงานของเขาเลย
เพราะเขาถือว่าเขาเป็นมืออาชีพที่กินเงินเดือนของธนาคาร ไม่ใช่กินเงินเดือนจากผู้ถือหุ้น
"ผมอยู่ที่นี่มา 15 ปีแล้ว และเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่มา 6 ปี ก็มีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นมาแล้วไม่รู้กี่รอบผมไม่ยุ่งอยู่แล้วเรื่องผู้ถือหุ้น
ถ้าจะเป็นมืออาชีพจริงๆ ทำหน้าที่บริหารงานให้ดีที่สุด เขาจะเปลี่ยนกันอย่างไรก็เปลี่ยนไป
ถ้านโยบายเรารับไม่ได้ เราก็ไปนี่ คือ มืออาชีพ"
อย่างไรก็ดี มืออาชีพยังคงต้องเคารพและปฏิบัติตามนโยบายของธนาคาร ซึ่งกำหนดโดยฝ่ายการจัดการและคณะกรรมการของธนาคาร
และเท่าที่จุลกรได้รับฟังแนวนโยบายจาก เอบีเอ็น แอมโร เขารู้สึกว่าทัศนะยังตรงกันอยู่
"ทีมผู้บริหารไม่ได้รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นครั้งนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ใหญ่โต
เพราะว่าแนวนโยบายการบริหารยังคงเดิม ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตก็คงในแง่ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งเอบีเอ็น แอมโร เขาไม่มีนโยบายทำของเสียให้เป็นของดี มีแต่เขาจะมาซื้อของดีแล้วทำให้ดีขึ้น"
จุลกรกล่าวอย่างอารมณ์ดี
แม้ว่า ปรัชญาการทำงานหลักของธนาคารเอเชียกับธนาคารเอบีเอ็นแอมโรจะเหมือนกัน
ในเรื่องของการเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไปแต่ในภาวะปัจจุบันมีโอกาสให้ฉกฉวยได้
ทีมผู้บริหารของธนาคารเอเชีย ก็ไม่อยู่เฉย เนื่องจากฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งสนับสนุนอยู่
สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ ธนาคารเอเชียในยุคฝ่าด่านมรสุมเศรษฐกิจจะสามารถยืดชีวิตได้อีกยาวนานสักเพียงใด