เรื่องราวของคนคนนี้ไม่ใช่เรื่อง ที่หาอ่านได้ง่ายๆ แม้จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของโครงการหลายๆ
อย่างก็ตาม ตลอดเวลา ที่ผ่านมาเขามีวิธีการในการทำตัว ไม่ให้เป็นข่าว
"ผมขายสิ่งที่ผมคิด ผมไม่ได้ขายตัวผม" คือ เหตุผลที่เขาเพียรอธิบายกับสื่อต่างๆ
ที่พยายามเข้าไปสัมภาษณ์
ดังนั้น เมื่อ "ผู้จัดการ" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ และนำภาพทั้งหมด ที่ได้มาประกอบรวมกันเข้า
สิ่งที่พบ ก็คือ ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เป็นนักธุรกิจ ที่มีความเป็นศิลปิน
เต็มไปด้วยจินตนาการทางด้านความคิด ที่กว้างไกลมากคนหนึ่งของเมืองไทย
และยังเป็นผู้ที่สนใจด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างจริงจัง ที่สำคัญสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจต่างๆ
และการทำงานส่วนตัวอย่างได้ผล เวลาส่วนใหญ่ของปีย์ไม่ได้อยู่ ที่สำนักงานใหญ่ตึกไทย
คลองเตย หากไม่ได้ตามเสด็จฯ เขาจะอยู่ ที่บ้าน ดังนั้น วิถีการทำงานด้วยระบบเครื่องมือ ที่ทันสมัยของเขาเป็น
เรื่อง ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากๆ
ปีย์สามารถเกาะติดกระแสข่าวอย่างไม่มีพลาดโดยมีข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไหลเข้ามาสู่จอคอมพิวเตอร์ของเขาอยู่ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกันเขาสามารถตรวจสอบการทำงานของทีมงานได้อย่างใกล้ชิดด้วยระบบโทรทัศน์วงจรปิด
ที่ถูกส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตมายังเครื่องคอมพิวเตอร์หน้าห้องนอน
แค่ก้าวจากห้องนอนเพียงไม่กี่ก้าว ปีย์ก็สามารถมองเห็นแล้วว่า วันนี้ใครกำลังนั่งประชุมในห้องประชุมของ
จส.100 ใครเป็นดีเจ ที่กำลังออกอากาศ ทีมข่าว ที่กำลังนั่งทำงานมีใครบ้าง อีกแวบหนึ่งของสายตา ที่ตวัดไปหน้าจอคอมพิวเตอร์
ก็จะรู้เช่นกันว่า ขณะนี้ จส.100 กำลังเล่นเรื่องอะไร และเมื่อเขาต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
หรือเสนอความคิดก็ใช้วิธีอีเมลเข้าไปทันที
ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นับเป็น Teleworker ต้นแบบในเมืองไทยคนหนึ่งเลยทีเดียว
เขาคุยว่าระบบการทำงานของเขา เมื่อพลเอกแป้ง มาลากุลฯ น้องชายมาเห็นถึงกับตะลึงมาแล้ว
ธุรกิจของเขาหลายอย่างที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำทางด้านความคิดอย่างชัดเจน
"ดิฉัน" นิตยสารผู้หญิง ที่ยืนหยัดมานานถึง 24 ปี "ทีมข่าวแปซิฟิคฯ" ซึ่งนำเสนอข่าวรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย
"จส.100" คลื่นข่าวด้านสังคมคลื่นแรก และอีกหลายคนคงไม่รู้ว่าคนคนเดียวกันนี้คือ
เจ้าของสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่วางขายในห้างมาร์คแอนด์ สเปนเซอร์ในกรุงลอนดอน
เจ้าของเล้าเป็ด ที่ใหญ่ที่สุด ในจังหวัดชลบุรี และเจ้าของบ่อปลาบึกรายใหญ่ในจังหวัดเชียงราย
ล่าสุดกับบทบาทใหม่ในตำแหน่งรองประธานกรรมการ บริษัทไอทีวี ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา จะมีส่วนผลักดันให้เกิดการสร้างมิติใหม่ของการทำข่าวแค่ไหนเป็นเรื่อง ที่น่าสนใจทีเดียว
หลังจากปีย์ได้ให้บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์คอม มิวนิเคชั่น จำกัด เข้าไปประมูลเวลาการทำข่าวของช่อง
9 อ.ส.ม.ท. ในปี 2527 เขาก็สามารถปฏิวัติระบบข่าวโทรทัศน์ที่สุดแสนน่าเบื่อที่สุดในเมืองไทย
ให้กลับมามีสีสันน่าสนใจที่สุด พลิกภาพพจน์ใหม่ของการนำเสนอข่าวของเมืองไทย
และเป็นเบ้าหลอม ที่สำคัญให้กับการแข่งขันการทำข่าวอย่างมีรสชาติในปัจจุบัน
ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ยุพา เพชรฤทธิ์ สุริยนต์ จองลีพันธ์ นิรมล เมธีสุวกุล
คือ ทีมข่าว แปซิฟิคฯ ที่เคยทำให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่หลายคน คลั่งไคล้ต้องการเอาเป็นแบบอย่าง
นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบุคลากรในสาขานี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ คือ ขุนพลคนสำคัญของปีย์ในช่วงนั้น
จากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. มาช่อง 7 และในที่สุด ทีมงานรับจ้างผลิตข่าวของแปซิฟิคฯ
ก็มาหยุดอยู่ ที่ช่อง 5 สมเกียรติเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "ตอน ที่มาอยู่ช่อง
5 ข่าวเขาสู้ใครไม่ได้ จึงทำสัญญากับเรายาว แต่เมื่อหมดสัญญาก็เป็นการต่อสัญญาปีต่อปี
เราก็ทำให้เขามา 4 ปี" (จากเรื่องแปซิฟิคฯ ปรับตัวใหม่หลังช่อง 5 ไม่ต่อสัญญา
ผู้จัดการรายเดือน ธันวาคม 2535)
แต่เมื่อมาถึงช่วงปลายปีที่ 3 ของสัญญา พนักงานของช่อง 5 เริ่มมีทีท่าไม่พอใจต่อการต่อสัญญา
เพราะต้องการผลิตข่าวเอง เพื่อเป็นศักดิ์ศรี และหน้าตาของสถานีเช่นเดียวกับนโยบายของช่องอื่นๆ
จุดยืนของ แปซิฟิคฯ ที่ผูกมัดตนเองกับสัญญาว่าจ้างผลิตรายการข่าวให้กับช่องใดช่องหนึ่งเพียงช่องเดียว
ก็ต้องเปลี่ยนเป็นพร้อม ที่จะผลิตรายการอื่นๆ เช่น สารคดีป้อนให้กับสถานีทุกช่อง ที่ต้องการ
นับแต่นั้น มาจนถึงปัจจุบัน เช่นการผลิตสารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติในราชวงศ์
ผลิตรายการสารคดีเชิงข่าวชุด "ตามล่าหาความจริง" เผยแพร่ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
โดยมีประไพพัตร โขมพัตร ทีมงานเก่าแก่ของแปซิฟิคฯ เองเป็นผู้ดำเนินรายการ
พร้อมกับช่วงยุคทองของแปซิฟิคฯ ก็เริ่มสลายตัวทีมงานต่างกระจัดกระจายไปสร้างบทบาทใหม่ตามพื้นที่ต่างๆ
ที่ตัวเองถนัด ทีมงานข่าว ที่เหลืออยู่คือ ผู้ที่ทำงานในศูนย์ข่าวแปซิฟิคฯ
มีหน้าที่ป้อนข่าวต้นชั่วโมงให้กับสถานีวิทยุ รด.ทั้งหมด
ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ได้ไปเสนอทำข่าวต้นชั่วโมงให้ทางกองทัพ ด้วยความคิด ที่ว่า
คนไทยทุกคนควรรู้ข่าวพร้อมๆ และเท่าเทียมกัน ด้วยการใช้วิธีรายงานข่าวจากศูนย์ข่าวตึกไทยส่งผ่านสัญญาณดาวเทียมไมโครเวฟไป ที่สะพานแดงจากตรงนั้น จะส่งสัญญาณดาวเทียมกระจายทั่วประเทศ
ซึ่งจะมีสถานีหลัก 38 แห่ง ของทหารบก หลังจากนั้น ก็เปิดคลื่นวิทยุส่งกระจายไปตามสถานีทหารบกทั่วประเทศประมาณ
100 กว่าสถานี
ไม่มีใครปฏิเสธได้เช่นกันว่า บนแผงหนังสือ ผู้หญิงวันนี้ "ดิฉัน" ยังคงครองความโดดเด่น
ปีย์คือ ผู้พลิกสถานะของหนังสือดิฉัน จากหนังสือ ที่ขาดทุนเป็นหนังสือ ที่ได้กำไรสูงสุดเล่มหนึ่ง
เขารับงานนี้มาจาก "พร สิทธิอำนวย" ผู้เป็นทั้ง เพื่อน และนายของเขาในเวลานั้น
โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ายอดขายยังไม่ดีเขาจะไม่ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองเด็ดขาด
ต่อมาวันหนึ่งเมื่อ "ดิฉัน" เริ่มทำกำไร ปีย์ก็เดินเข้าไปหาพร ทวงสัญญาเมื่อ
3-4 ปีที่ผ่านมาว่าเขาได้ทำให้ยอดขายมันดีได้อย่างที่พูดแล้ว ดังนั้น เขาขอ
5 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย พร ซึ่งตอนนั้น กำลังมีปัญหาในเรื่องธุรกิจของกลุ่ม
"พีเอสเอ" เดินไปเดินมา คิดอยู่นานก่อน ที่จะตอบว่าเอาไปทำไม 5 เปอร์เซ็นต์
เอาไปทั้งหมดเลยไม่ดีกว่าหรือ เขาจึงตัดสินใจซื้อ "ดิฉัน" มาบริหารเองตั้งแต่คราวนั้น
ปีย์ เป็นประธานกรรมการบริษัทแอ็ดวานซ์ พับลิชชิ่ง เจ้าของหนังสือ "ดิฉัน"
เมื่อปี 2525 "แท็คติก" ความสำเร็จของ "ดิฉัน" คือ การที่เขากล้าจัดชั้นของหนังสือให้อยู่ในระดับไฮคลาสอย่างชัดเจน
เรื่องราวก็จะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนในสังคมชั้นสูง โดยเฉพาะสิ่งนี้ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงไปยังการหาโฆษณา
ผลที่ได้ก็คือ โดนใจสินค้าชั้นสูงราคาแพง ที่กำลังหาสื่อ ที่มี กลุ่มคนอ่านชั้นสูงเข้าอย่างจัง
ในปี 2541 ปีย์ไปเอาหนังสือหัวนอก "COSMO- POLITAN" เข้ามา ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทีมงาน
"ดิฉัน" แต่ปีย์ก็มั่นใจในความคิดของตนเองเช่นกันว่า หนังสือ 2 เล่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก
แม้คนอ่านจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และวันนี้เขาก็พิสูจน์แล้วว่า เขาคิดไม่ผิด
"COSMOPOLITAN" เป็นหนังสือ ที่แทบไม่มีต้นทุน แต่สามารถสร้างกำไรได้ทันทีเมื่อขึ้นปีที่
2
จำนวนหน้าโฆษณา ที่ปรากฏในหนังสือนั้น ยืนยันชัดเจน
"มีฝรั่งเข้ามาเห็นผมทำหนังสือ เขาอยากได้ผมเป็นพาร์ตเนอร์
ก็ตกลงเจรจากัน ฝรั่งบอกว่า คอสโมฯมันมีทั่วโลก เขาขอ local content (เนื้อหา ที่ทำจาก
กองบรรณาธิการในประเทศไทย) 30% แล้วของเขา 70 เปอร์เซ็นต์ ผมบอกว่าขอแปลทั้งหมดล้วนๆ
เขาก็ไม่ยอม ผมบอกว่าถ้าไม่ยอมก็ไม่ต้องออกมาจากนิวยอร์ก ก็ทะเลาะกันไป แล้วผมก็บอกว่าเอาอย่างนี้
ดีกว่า 6 เดือนแรก ผมขอไม่มี local content แต่ถ้าผมแพ้ 6 เดือนหลังก็มี
local content ในที่สุดก็ตกลงพนันเลี้ยงข้าวกันตอนนั้น " ปีย์อธิบายถึงความคิดของเขา
ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือเล่มใหม่
"ผมมั่นใจว่าสังคมคนฝรั่งกับคนไทยนั้น มองเรื่องเซ็กซ์ต่างกัน
คุณเชื่อไหมว่าคนไทยพร้อม ที่จะอ่านว่า นิกกับบาบาร่าทำอะไรกัน แต่ถ้าบอกว่าประสิทธ์กับวิไล
มีความสัมพันธ์กันอย่างไร รับไม่ได้ทันที นี่ผมคิดแค่นี้เอง คลิกหนึ่งนิดเดียวว่าผมจะเขียนถึงคนอื่น
คนไทยอ่านจะได้ไม่อาย และสนุกสนาน สังคมไทยเป็นอย่างนี้ ผมเลยซื้อหมดแปลหมด
จนตอนนี้ผมชนะแล้ว ฝรั่งก็ไม่เคยติดต่อมา กำไรอยู่ในแบงก์ยังไม่ได้แบ่งกันเลยแค่นี้เองนะสำหรับคอสโมฯ
ผมไม่ได้ไปคิดสมการอะไรมากมายเลย"
เขายอมรับว่าเขาเป็น Artist มากกว่าเป็นนักธุรกิจ ที่มองทุกอย่างเป็นเม็ดเงิน และผลกำไร
แต่ในขณะเดียวกันไม่ใช่อาร์ตติส ที่ยอมจนเช่นกัน ธุรกิจทุกอย่างต้องมีโฟกัสชัดเจน
กลุ่มธุรกิจของปีย์ทุกวันนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางคงความเป็นธุรกิจครอบครัวอย่างเข้มข้น
อำนาจตัดสินใจสุดท้ายยังอยู่ ที่เขา ไม่มีโมเดลอะไรซับซ้อนมากมายนัก แบ่งงานหลักเป็น
3 ฝ่ายใหญ่ คือ (ดูในตารางโครงสร้าง) คือ ฝ่ายผลิต ตลาด และบัญชี ทั้งหมดขึ้นอยู่กับปีย์
และคุณหญิงอารียา ภรรยา โดยมีธรรมาลูกชายคนเดียวช่วยดูแลหลักในเรื่องบัญชี และการเงิน
มีทีมงานบริหาร ที่สำคัญคือ คุณหญิงสุวิมล ผึ่งประเสริฐ ดูงานทางด้านรายการโทรทัศน์
และศูนย์ข่าวแปซิฟิคฯ คุณหญิงทิพย์วดี ปราโมช ณ อยุธยา (น้องสาวของปีย์)
บรรณาธิการบริหารดิฉัน สุรีย์ สนชิรติ ดูแลการเงิน และบัญชีของรายการทีวี
และจส.100 ส่วน ทัศนีย์ ตังหงส์ ดูแลการเงินของงานด้านหนังสือ
โปรดักส์ ที่ทำรายได้หลักในตอนนี้จะเป็นจส.100 และดิฉัน ในช่วงปี 2537-2539
น่าจะเป็นช่วง ปีทองของ 2 ธุรกิจนี้ ที่ยอดโฆษณาพุ่งสูงกว่า 200 ล้านบาทต่อปี
และได้ลดลงมาไม่แตะยอดนี้อีกเลย หลังจากปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่ทางกลุ่มนี้ได้หันมาจัดทัพในการบริหารใหม่เช่นเดียวกับบริษัททั่วไป
ศูนย์ข่าวแปซิฟิคฯ จะเป็นหน่วยงาน ที่สร้างเม็ดเงินได้ยากที่สุด เพราะข้อจำกัดทางด้านเวลา ที่มีอยู่น้อยมาก
และเป็นโครงการที่ไม่ได้หวังเม็ดเงินตั้งแต่แรกเริ่ม เพียงแต่เมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจ
จึงได้ขอทางทหารขายโฆษณาได้ด้วย
ทุกโปรเจกต์หลักของปีย์ตอนนี้อยู่ท่ามกลาง สงครามของการแข่งขัน ที่กำลังรุนแรงมากขึ้นทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นรายการวิทยุ ทีวี หนังสือดิฉัน หรือหนังสือ คอสโมฯ ที่กำลังมีหนังสือแนวเดียวกันบนแผงตามมาอีกหลายฉบับ
และดูเหมือนว่าปีย์เองยังไม่ได้เตรียมแผนงานอะไรใหม่ออกมาชัดเจน ดูราวกับเขามั่นใจในโปรดักส์ ที่มีคุณภาพของเขาทุกตัวว่าสามารถประคองตัวผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ
ไปได้ในที่สุด หรือไม่ก็มั่นใจใน "อำนาจ" ที่มองไม่เห็นตัวของเขา ที่มีมากกว่ายุคใดๆ
ในอดีต ก็ไม่ทราบได้