วันนี้ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ คือพิธีกรและ ผู้บริหารรายการทีวีคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งยุค
นอกจากบุคลิกและลีลา ในการดำเนินรายการที่ไม่เหมือนใครแล้ว สองตาที่มองกับหนึ่งสมองที่คิดของเขาย่อมแตกต่างจากคนอื่นด้วย
เขาคิดอะไร คิดได้อย่างไร จึงสามารถ ยืนหยัดอยู่ได้อย่างคงทนนานกว่า 20
ปี ท่าม กลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เบื้องหลังกล้องของการถ่าย ทำรายการทไวไลท์โชว์ ที่สตูดิโอกันตนา ถนนรัชดาในบ่ายวันนั้น
ท่าทางของไตรภพดูเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงาน แต่เมื่อไรที่ ผู้กำกับเวทีสั่งเริ่มเดินกล้อง
5-4- 3-2 เขากลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ร่าเริงแจ่มใส มีมุขและลูกเล่นในการพูดแพรวพราวทำให้ผู้คนทั่วประเทศมีความสุขไปกับเขาทันทีเหมือนกัน
"ผมคือนักแสดงที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด" เขา บอกกับ
"ผู้จัดการ"
เมื่อ 20 ปีก่อน ลาวัณย์ กันตชาติ ผู้บริหารคนหนึ่งของเจเอส แอล เป็นคนที่เห็นแววของไตรภพในวันที่ไปออกรายการ
"ล้มเค้า" กับพี่น้องในครอบครัว และหลังจากนั้น ชีวิตของเขาก็พลิกล็อกจากอาชีพทนายความ
ที่จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ รุ่นที่ 3 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ามาแจ้งเกิดในวงการมายาด้วยการเป็นพิธีกรในรายการพลิกล็อคตามคำชักชวนของลาวัณย์
ก่อนจะ กระโดดขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทบอร์น ออพเปอเรชั่น ผลิตรายการโทรทัศน์ให้กับโทรทัศน์สีช่อง
3 ในเวลาต่อมา
รายการ "ฝันที่เป็นจริง", "เฉียด", "เคล็ดลับคนรู้ใจ",
"จูค บ็อคซ์เกม" หรือรายการซึ่งมีเขาเป็นผู้ดำเนินรายการคนเดียว ต่อเนื่องถึง
3 ชั่วโมงเต็มอย่าง "ทไวไลท์โชว์" ที่ทำติดต่อกันเป็น ปีที่ 12 แล้วนั้น
ล้วนแต่เป็น รายการยอดนิยมทั้งสิ้น
และล่าสุดคือรายการ Millionaire Millennium "เกมเศรษฐี" ที่ทำให้พ่อแม่ลูกของทุกบ้านต้องมานั่งดูด้วยกันทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์
และเป็นหัวข้อในการสนทนาของคนทั้งประเทศในเช้าวันจันทร์
หลายคนอาจมองว่าเกมเศรษฐี คือรายการที่ไตรภพก๊อบปี้มาจากต่างประเทศ ซึ่งเขาบอกชัดๆ
ว่า ไม่ใช่
รายการทีวีทุกรายการของเขามีกระแสโลก และกระแสที่เขาสร้างขึ้นมาเองเป็นตัวกำหนด
เกมเศรษฐีคือกระแสโลกที่เขาเห็นมาจากรายการในต่างประเทศมานาน หลายปี รายการทีวีในเมืองไทยประเภทเดียว
กันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ไม่ดัง เมื่อเขาเอา มาคิดใหม่สร้างตัวช่วยในรูปแบบที่สอดคล้อง
กับธรรมชาติของคนไทย รายการนี้กลับติด ตลาดและชื่อของเขาก็กลายเป็นผู้นำทางด้าน
เกมประเภท Quiz Show ไปทันที
แต่เขายอมรับว่าโลกนี้คือ โลกแห่งการก๊อบปี้และบอกว่า
"หากเป็นความคิดที่ดีแต่เรากลับปฏิเสธที่จะคิดตามหรือแม้จะเลียนแบบเราก็บ้าแล้ว
เพียงแต่ก็ไม่ควรเชื่อทุกอย่าง ควรนำทุกอย่างมาคิดว่าเขาคิดกันอย่างไร เขาคิด
ได้อย่างไร อย่างเช่น เขาถ่ายรูปมุมนี้ออกมา สวย เราต้องคิดว่า เอ๊ะ! เขาคิดอะไรตอนถ่าย
ทำไมเขาถึงต้องใช้มุมนี้นะ ไม่ใช่คิดเพียงแค่ว่า เฮ้ย!..กูก็คิดออกแล้วโว้ย
ถ่ายตามเลย ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่เจริญ นั่งมองงานคนอื่นตลอดชีวิต"
นอกจากความเป็นนักคิด ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ยังเป็นคนที่อ่านเกมออก และทันเกม
เมื่อเขารู้ว่า ณ เวลานี้ กระแสสังคมต้องการอะไร มีแนวโน้มว่าจะนิยมรายการประเภทไหน
แล้วมันขาดอยู่หรือเปล่า ถ้าขาด เขาก็ลงมือไปจับตรงนั้นมาทำทันที
ผู้ใฝ่รู้ต้องรู้ คนที่ไม่มีความรู้แย่ แต่คนที่ไม่ใฝ่รู้นั้นแย่กว่า เป็นสุภาษิตที่เขาเอาไว้เตือนตัวเอง
ดังนั้นนอกเหนือจากเวลางาน ก็คือ การอ่านหนังสือทุกชนิดและหนังสือที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ
หนังสือของท่านพุทธทาส ของท่านอาจารย์ปัญญา นันทภิกขุ รวม ทั้งหนังสือ แนวปรัชญา
และจิตวิทยา ข้อมูล ในหนังสือเหล่านั้นถูกเขาเอามาถอดรหัสเป็น คอนเซ็ปต์ของรายการต่างๆ
อย่างเช่น การทำรายการเฉียดที่มาจากเรื่องของความไม่ประมาท
เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจมากๆ อยากนอนอย่าง เดียว ก็เลยจำเป็นต้องทำงานให้มากเข้าไว้
เพื่อให้ความขยัน ตัวนี้มันฆ่าความขี้เกียจ ดังนั้นเขาเลยเป็นคนตื่นเช้า
เล่นกอล์ฟ เพื่อสุขภาพบ้างในบางวัน ถ้าไม่เล่นก็คือ เข้าออฟฟิศ ประชุมคุย
งานบ่ายมาโรงถ่าย ตอนเย็นกลับบ้านนอน ไม่ได้ไปงานสังคมนักเพราะเป็นคนไม่ดื่มเหล้า
ส่วนเงินทองที่ได้บอกว่าส่วนใหญ่เอาให้ลูกกับเมียใช้
สุดท้ายแล้วบริษัทบอร์นฯ ควรจะเป็น อย่างไรในความคิดของคุณ
"ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรมากกว่า หากอยากให้บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ก็ต้องทำทางให้ มันอยากให้ low profile ก็ให้ low profile หรือหากคิดว่าบริษัทนี้ไม่มีอนาคต
ก็บ๋ายบายมัน ผมทำได้ทั้ง 3 แบบ แต่ ณ วันนี้ ยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร"
เป็นคำตอบสุดท้ายของเขาในวันนั้น