18 ปี ที่ บมจ.ผาแดงอินดัสทรี (PDI) ก่อกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความยินดีปรีดาของวงการอุตสาหกรรมไทยในขณะนั้น
การเจริญเติบโตในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจของผาแดงฯ ดูเหมือนว่าจับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด
โดยเฉพาะยุคที่ถือว่าร้อนแรงที่สุด คือ ช่วงปี 2530-2533 ซึ่งสามารถสร้างผลประกอบการจนเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมากด้วยตัวเลขผลกำไรสุทธิ
278.26 ล้านบาท, 802.04 ล้าน บาท, 1,806.86 ล้านบาท และ 1,486.47 ล้าน บาท
ตามลำดับ โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 34.78 บาท, 100.26 บาท, 225.86 บาท และ 185.81
บาท ตามลำดับ และมีมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นในช่วงปี 2530-2533 สูงถึง 145.16
บาท, 223.42 บาท, 349.28 บาท และ 400.08 บาท ตามลำดับ และถ้าคิดกันอย่างคร่าวๆ
ในขณะนั้นผาแดงฯ สามารถทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเม็ดเงินกว่า 3,000 ล้านบาท
การงอกเงยอย่างต่อเนื่องของตัวเลขดังกล่าวเกิดจากราคาสังกะสีโลกได้พุ่งทะยาน
ขึ้นไปสูงถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อตันขณะ ที่ด้านต้นทุนการผลิตของผาแดงฯ
มีไม่ถึง 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ราคาหุ้นของผาแดงฯ ไต่ระดับขึ้นไปแตะที่
2,000 บาทต่อหุ้น (ราคาพาร์ 100 บาท) ในที่สุดหุ้น ผาแดงฯ ได้รับการยอมรับให้เป็นหุ้น
"บลูชิป" สร้างความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทยได้เป็นอย่างดี
ต่อมาในปี 2534 เมื่อราคาสังกะสีโลก เริ่มตกต่ำจากระดับสูงสุดเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐต่อตัน
อีกทั้งผลิตภัณฑ์สังกะสีที่ผาแดงฯ ผลิตออกมาจำหน่ายที่ต้องอิงอยู่กับตลาดโลกเพียงอย่างเดียวทำให้ยากต่อการคาดการณ์
เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาสังกะสีที่มีผลต่างราคาขึ้นลงอยู่ในช่วงที่กว้างมาก
คือ 300-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ผลประกอบการของผาแดงฯ เริ่มสั่นคลอนและหดตัวลงตามลำดับ
โดยในปี 2537 เป็นปีที่ผาแดงฯ ทำกำไรได้เป็นปีสุดท้ายด้วยตัวเลขเพียง 13.33
ล้านบาท และหลังจากนั้น เป็นต้นมาผาแดงฯ มีผลประกอบการขาดทุนมาโดยตลอดตั้งแต่ปี
2538-2540 ขาดทุนรวมกันทั้งสิ้น 3,128.47 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะทำการปรับปรุงตัวแล้วก็ตาม
โดยเฉพาะในปี 2539 ได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,220 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับบริษัท
แต่ก็ยังไม่สามารถ สร้างความเลื่อมใสให้กับผู้ถือหุ้นได้มากนัก
ในปี 2541 ถือว่าเป็นปีที่ผาแดงฯ เอาจริงเอาจังกับการปรับโครงสร้างของบริษัทอย่างแท้จริง
เมื่อได้บริษัท เวสเทิร์น เมทัลส์ จำกัด เจ้าของเหมืองแร่สังกะสีในออส-เตรเลีย
เข้ามาซื้อหุ้นในผาแดงฯ จำนวน 81.6 ล้านหุ้น คิด เป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท
โดยผาแดงฯ ขายหุ้นในราคาหุ้นละ 14 บาท ได้เม็ดเงินเข้ามาประมาณ 1,142 ล้านบาท
การขายหุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นสามัญในส่วนที่เหลือจากการเพิ่มทุนในปี 2539 ที่สำคัญหลังจากทั้งสองบริษัทตัดสินใจร่วมกันทำธุรกิจด้วยกันแล้ว
ในแง่ตัวผู้บริหารของผาแดงฯ ก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเวสเทิร์นฯ ได้ส่ง เบร็ต
โธมัส แลมเบิร์ท เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานผู้บริหาร ถือว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นแม่ทัพของผาแดงฯ
ขณะที่ อาสา สารสิน ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของบริษัทได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทเพียงอย่างเดียว
การเข้ามาของนายใหม่ในผาแดงฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่บริษัทต้องการเห็นการฟื้นตัว
เพื่อกลับไปเป็นขวัญใจผู้ถือหุ้นและนักลงทุนให้เร็วที่สุด และสิ่งแรกที่
เบร็ต แลมเบิร์ท ต้องเร่งดำเนินการ คือ นำเงินจำนวน 1,142 ล้านบาทที่เวสเทิร์นฯใส่เข้ามา
นำไปปรับโครงสร้างทางการเงิน กับสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ 9 แห่ง
และมีทั้งเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวจำนวนประมาณ 3,427 ล้านบาท
"เราจะขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนมาชำระเงินกู้ประมาณ
1,142 ล้านบาทภายในระยะเวลา 1 ปี อีกส่วนจะจัดสรรกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของผาแดงฯ
หรือ cash flow มาชำระเงินกู้ที่เหลือประมาณ 2,285 ล้านบาทภายในระยะเวลา
3 ปีครึ่ง" เบร็ต แลมเบิร์ท กล่าว และเงินที่เวสเทิร์นฯ นำมาชำระค่าหุ้นจะแบ่งชำระออกเป็น
4 งวด โดยงวดแรกชำระเมื่อเดือนตุลาคม 2541 จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเงินเข้ามาแล้ว
4 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิ้นเดือนมีนาคมนี้จะเข้ามาอีก 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลืออีก
15 ล้านเหรียญสหรัฐจะเข้ามาในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตามภาพที่ยังคลุมเครือในขณะนี้ คือ cash flow ของผาแดงฯ ที่จะจัดมาชำระหนี้ที่บริษัทก่อขึ้นในอดีตว่ามีเพียงพอหรือไม่
เรื่องนี้ เบร็ต แลมเบิร์ท กล่าวอย่างมั่นใจว่าถึงแม้ว่าราคาสังกะสีโลกจะต่ำอยู่ในปัจจุบัน
แต่ความสามารถใน cash flow ก็ยังเพียงพอในการที่จะนำมาชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงินตามแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่เกิดขึ้น
"จริงๆ แล้วธุรกิจหลักของผาแดงฯ ยังมี cash flow ที่เพียงพอ แต่เนื่องจากว่าในอดีตบริษัทได้นำเงินไปช่วยบริษัทในเครือที่มีปัญหาทำให้มีผลกระทบต่อบริษัทแม่
แต่หลังจากได้ปรับโครงสร้างบริษัทใหม่แล้วซึ่งต่อไปนี้เรามุ่งเน้นทำแต่ธุรกิจหลัก
คือ เหมืองและผลิตโลหะสังกะสี ดังนั้นแน่ใจได้ว่า cash flow เรามีแน่นอน"
ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานของบริษัท ปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ
800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาโลหะสังกะสีโลกอยู่ที่ประมาณ 930 เหรียญสหรัฐต่อตัน
จึงมองได้ว่ากำไรเบื้องต้น (gross profit margin) ของบริษัทแคบมากเมื่อเทียบกับช่วงเจริญเติบโต
"ในโครงสร้างการขายเราต้องบวกค่าพรีเมียมเข้าไป ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพของตลาด
รวมทั้งดูด้วยว่าขายตลาดภายในหรือตลาดต่างประเทศ ถ้าขายภายในประเทศราคาพรีเมียมจะสูงกว่าตลาดต่างประเทศ
อีกทั้งยังมีกำแพงภาษีของโลหะสังกะสี 10% บวกเข้าไป จึงแน่ใจได้ว่าสถานะทางด้าน
cash flow ยังมากกว่าต้นทุนการผลิต" เบร็ต แลมเบิร์ท อธิบาย
นโยบายของ เบร็ต แลมเบิร์ท ที่ทำควบคู่ไปกับการ ปรับโครงสร้างหนี้ คือ
การหยุดกิจการบริษัทในเครือที่ไม่มีกำไรเพื่อตัดภาระออกไป บริษัทแรกที่ยุติการดำเนินการไปแล้ว
ได้แก่ บริษัทผาแดง พุงซาน จำกัด ที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทองเหลืองและเหรียญกษาปณ์
ที่ผาแดงฯ ถือหุ้นอยู่ 61.98% "ผลจากการตัดจำหน่ายการลงทุนของพุงซานฯ จะทำให้งบดุลของผาแดงฯ
ไม่กระทบอีกต่อไป" นอกจากนี้ยังยุติบริษัท ผาแดงสยามอุตสาหกรรม จำกัด
และอีก 4 บริษัทในกลุ่มสำรวจแร่ ได้แก่ บริษัท ผาทองเอ็กซ์พลอเรชั่นแอนด์ไมนิ่ง
จำกัด บริษัท ผาคำเอ็กซ์พลอเรชั่นแอนด์ไมนิ่ง จำกัด บริ-ษัท เอเชีย อินเวสเม้นท์
(1995) จำกัด และ บริษัทเอราวัณไมนิ่ง จำกัด "นโยบายหลักในขณะนี้ คือ มุ่งอยู่ในเหมืองแร่ที่
อ.แม่สอดและบริเวณใกล้เคียงเป็นหลัก"
การตัดสินใจซื้อหุ้นของเวสเทิร์นฯ แน่นอนว่าผลประโยชน์ที่จะได้จากการลงทุน
ครั้งนี้เวสเทิร์นฯ ตั้งความหวังไว้สูงพอสมควร สังเกตได้จากเวสเทิร์นฯ ได้เข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ของผาแดงฯ
ด้วยตัวเอง เพื่อรับทราบข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในผาแดงฯ
ในการปรับสภาพหนี้ ขณะเดียวกันได้มองเห็นประสิทธิภาพด้านการสำรวจและการทำเหมืองแร่ในไทย
ที่สำคัญต้องการนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้ามาทำตลาดในไทยโดยผ่านทางผาแดงฯ
"เราเข้ามาทำงานที่นี่คิดว่าโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยจะมีศักยภาพมากขึ้น
แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ ข้อจำกัด ระเบียบกฎเกณฑ์ของรัฐบาลไม่ค่อยเอื้ออำนวย
ถ้ามีความกระตือรือร้นมากและให้การสนับสนุนมากกว่านี้จะเป็นการช่วยให้แหล่งแร่สังกะสี
ได้รับการพัฒนาและสอดคล้องกับจังหวะเวลาในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย"
เบร็ต แลมเบิร์ท ให้ทัศนะ
การปรากฏตัวของเวสเทิร์นฯและเบร็ต แลมเบิร์ทในครั้งนี้ พอจะมองเห็นอนาคตของผาแดงฯ
แล้วว่านับต่อจากนี้ไปหลังจากเวสเทิร์นฯ ทำการซื้อหุ้นโดยผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ฯ
แล้วคาดว่าจะมีหุ้นอยู่ในสัดส่วน ประมาณ 45% ขณะที่กระทรวงการคลังซึ่งอดีตคือผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องลดบทบาทตัวเองลงเหลือไม่เกิน
14% ส่วนรายอื่นๆ ก็เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายเล็กๆ เท่านั้น
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจกับคำพูดที่สุดฮิตในขณะนี้ว่า "2542 ฝรั่งครองเมือง"