Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2542








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2542
ไซเบอร์มอลล์ ขุมทรัพย์ส่งออกหรือภาพลวงตา             
 

   
related stories

รอยยิ้มและน้ำตาในโลกอี-คอมเมิร์ซ

   
search resources

E-Commerce
thaicybermall.com
bangkokcenter.com
shoppingthai.com




ค้าขายไร้พรมแดนผ่านอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า อี-คอมเมิร์ซ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นแล้วในประเทศไทย
ที่ประสบความสำเร็จกันมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นสินค้าขนาดปานกลางและเล็ก มูลค่าต่อชิ้นไม่สูงมากนัก
และการจัดส่งสะดวกรวดเร็วปลอดภัย ร้านค้าดอกไม้ หนังสือ ซีดี เครื่องปั้นดินเผา
ถ้วยชามเบญจรงค์ เป็นสินค้าตัวอย่างที่ได้รับความสำเร็จจากการค้าผ่านอินเตอร์เน็ตระดับหนึ่ง

การชำระราคาสินค้าส่วนมากจะผ่านบัตรเครดิต ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมป้องกันข้อมูล
ที่ช่วยให้ผู้ซื้อสินค้ามั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ การทำช้อปปิ้งมอลล์, ไซเบอร์มอลล์บนอินเตอร์เน็ตก็ช่วยในเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้มาก
นับวัน อนาคตของอี-คอมเมิร์ซไทยจะเริ่มสดใสและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่ผู้ที่จะประสบความสำเร็จจากวิธีค้าขายแบบนี้
ก็ต้องใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต

และดีมานด์ของลูกค้าบนเน็ตอย่างมากด้วยเช่นกัน

ร้านค้าที่เปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังไร้พรมแดนไปได้ไกลทั่วโลก ไม่ต้องจ้างพนักงานขาย ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส การซื้อขายก็เกิดขึ้นทันที

จากการที่ต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันเพื่อหาซื้อหนังสือสักเล่ม ซีดีสัก 1 แผ่น หรือ ช่อดอกไม้สักช่อ มาเป็น การเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่ต้อง การ เลือกสินค้า ชำระเงินค่าสิ่งของจนพอใจ จากนั้นก็ใส่รหัสบัตรเครดิตและกดคลิ๊กไป กระบวนการซื้อขายก็เสร็จสิ้น

อิเล็กทรอนิกส์ คอมเมิร์ซ หรือ อี-คอมเมิร์ซ กลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ทุกคนเริ่มสนุกสนานในการช้อปปิ้ง และเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงผลักดันของ ภาครัฐ และเอกชน ให้เว็บไซต์ต่อจาก นี้ไปไม่ได้มีแค่หน้าโฆษณาและประชา-สัมพันธ์ แต่กำลังเกิดกระบวนการซื้อขาย ชำระเงิน และส่งของกันแบบครบ วงจรเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ตัวเลขจากการวิจัยของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คาดว่า การค้าผ่านอินเตอร์เน็ตของประเทศไทย จะเพิ่มจากปี 2541 ที่มีมูลค่า 40 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 640 ล้านบาทในปี 2546

ไทยอีคอมเมิร์ช
งานนี้เพื่อส่งออก

กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเต็มสูบกับอี-คอมเมิร์ซ ภายใต้โครงการนำร่อง ที่ชื่อว่า ไทยอีคอมเมิร์ซ เว็บไซต์ที่ทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางใหม่อย่างหนึ่งในการสนับสนุนผู้ส่งออกของไทย ให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์แห่งนี้ในการเพิ่มตัวเลขการส่งออกของไทย ซึ่งได้เริ่มเปิดเว็บไซต์มาตั้งแต่ต้นปีนี้

www.thaiecommerce.net จึงไม่ต่างจากไซเบอร์มอลล์ในยุคอี-คอม เมิร์ซ ที่สามารถเป็นป้ายโฆษณา สั่งซื้อสินค้า ชำระเงิน เรียกว่า ซื้อขายกัน อย่างครบวงจร รวมทั้งการส่งสินค้าที่ยังต้องพึ่งพาบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ

แต่ห้างไซเบอร์มอลล์แห่งนี้มีกฎอยู่ว่า มีไว้สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเท่านั้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ นโยบายสนับสนุนผู้ส่งออกของรัฐบาล ผู้ส่งออกรายใดสนใจสามารถส่งใบสมัคร เข้ามาซึ่งกรมฯ จะทำโฮมเพจ และให้ใช้พื้นที่ขายสินค้าได้ฟรี เพียงแต่ต้องส่งข้อมูลบริษัท รายละเอียดของสินค้า ทั้งข้อมูลและภาพมาให้ นอกนั้นเป็นหน้าที่ของกรมฯ

การซื้อขายในไซเบอร์มอลล์แห่ง นี้ก็ทำได้ทั้ง 2 ระดับ คือ ในระดับผู้ผลิตขายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เรียก ว่า BUSINESS TO CONSUMER หรือ บีทูซี ซึ่งกรมฯ ได้เปิดเว็บไซต์เฉพาะขึ้น ชื่อว่า อะเมซิ่งมอลล์ เป็นส่วนหนึ่งของไทยอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันมีผู้ขาย 41 รายนำสินค้ามาวางขาย

อีกระดับหนึ่ง คือ การขายสินค้าระหว่างผู้ผลิตสินค้าส่งออกกับผู้ค้าส่งเรียกว่า BUSINESS TO BUSI-NESS มีผู้สมัครในโครงการนี้ราว 1,077 ราย ซึ่งหลายคนบอกว่า อี-คอมเมิร์ซของเมืองไทยจะมีโอกาสเกิดขึ้นจากในส่วนนี้มากกว่าบีทูซี

แต่การซื้อขายในระดับนี้จะต้องซื้อขายกันเป็นวอลุ่มใหญ่ๆ เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งไซเบอร์มอลล์ "ไทย อีคอมเมิร์ซ" ทำได้ในระดับที่ให้สั่งสินค้า ตัวอย่างได้ แต่หากจะให้มีการทำธุรกรรมการซื้อขายจะต้องรอเฟสหน้า ซึ่งกรมเศรษฐกิจฯ อยู่ระหว่างขยายผลของโครงการ ด้วยการพัฒนาอิเล็ก ทรอนิกส์ฟอร์มเพื่อให้ผู้ซื้อเปิดแอลซีออนไลน์ มีอีดีไอฟอร์มให้ออนไลน์ไปที่กรมศุลกากรได้ และเชื่อมไปยังแบงก์ เพื่อทำทรานแซคชั่น ทำกันแบบเรียล ไทม์ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปมาแต่ จะทำได้เมื่อไหร่ยังไม่มีกำหนด คงต้องอดใจรอไปอีก

"เวลานี้มียอดสั่งซื้อมาแล้วจาก อะเมซิ่งมอลล์ 3,000 เหรียญสหรัฐเป็นสินค้าเซรามิก ของชำร่วยต่างๆ ส่วน บีทูบี เราไม่รู้ข้อมูล เพราะเป็นเรื่องของผู้ส่งออก"

แต่ปัญหาของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ได้รับผลสะท้อนกลับมาก็คือ การขนส่งที่มีราคาแพงมาก กรมเศรษฐกิจ จึงต้องหาทางเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ ให้ลดค่าขนส่งลงมา ดีเอชแอลตกลงให้ส่วนลดมา 60% ยูพีเอส 30% ส่วนเฟด เด็กซ์ลดให้ 30%

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีหาพันธมิตร รายอื่นๆ ด้วยการให้มีเว็บไซต์ของไทย อีคอมเมิร์ซไปอยู่บนหน้าโฮมเพจของไซเบอร์มอลล์รายอื่นๆ

เรียกว่า พยายามกันทุกรูปแบบ เพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไทยอีคอมเมิร์ซให้แพร่หลายที่สุด

ไทยมาร์เก็ต

ช้อปปิ้งส่งออก

เว็บไซต์ "thaimarket.net" คือชื่อห้างสรรพสินค้าออนไลน์ของแบงก์ไทยพาณิชย์ ที่เปิดขึ้นเพื่อสนับ สนุนในเรื่องของผู้ส่งออกของไทย

แบงก์ไทยพาณิชย์ ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญในเรื่องของไอทีมาตลอด จากการได้ชื่อว่า เป็นแบงก์แรกที่นำเอทีเอ็มมาใช้ จนถึงทุกวันนี้แบงก์จึงต้อง ทำตัวเป็นผู้นำไอทีในด้านต่างๆ รวมทั้งบริการอี-คอมเมิร์ซ

วิธีการของแบงก์ไทยพาณิชย์ ก็คือ กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายแบบอี-คอมเมิร์ซขึ้น โดยเปิดห้างสรรพสินค้า "ไทยมาร์เก็ต" เป็นการนำร่อง จากนั้นเมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้น แบงก์จะได้รายได้จากค่าทรานแซคชั่นในการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

ดร.อมฤต เหล่ารักพงษ์ หัว หน้าสำนักงานเทคโนโลยีประยุกต์ บอกว่า เฟสแรกของเว็บไซต์ไทยพาณิชย์ คือ การทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ "โบรชัวร์" ให้กับผู้ส่งออกของไทยได้โฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าและบริษัทผ่านเว็บไซต์นี้ไปทั่วโลก หน้าที่ของแบงก์ในช่วงนี้ก็คือ จะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักเว็บไซต์ ซึ่งแบงก์จะใช้วิธีสมัครลงใน SEARCH ENGINE ชื่อดัง 9 แห่ง เช่น YAHOO, ALTAVISTA รวมทั้งขอความร่วมมือกับสถานทูตไทยเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ไปยังสถานทูตไทยที่ตั้งอยู่ทั่วโลก

แบงก์จะเปิดให้ผู้ส่งออกของไทย สมัครมาใช้เนื้อที่ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทได้ฟรี หากเป็นลูกค้าแบงก์อยู่แล้วจะได้เนื้อที่ โฆษณาสินค้า 10 รายการ แต่ถ้าไม่ใช่ลูกค้าของแบงก์จะได้แค่ 3 รายการ ซึ่งสินค้าจะแบ่งออกเป็น 14 หมวดแยกตามประเภทของสินค้า

"เราจะมุ่งไปที่ธุรกิจต่อธุรกิจมากกว่าการซื้อขายรายย่อย ดังนั้นจะเน้นไปที่การให้ข้อมูลในเรื่องของตัวสินค้า และจะให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ขายกับผู้ซื้อติดต่อกันเอง จึงยังไม่มีการชำระเงินผ่านเว็บไซต์นี้" ดร.วิชิต อมรวิรัตน์สกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานเทคโนโลยี กล่าว

ปัจจุบันมีผู้สมัครมาใช้บริการแล้วประมาณ 700 บริษัท มีผู้ส่งออกสมัครเข้ามา ที่เป็นลูกค้าแบงก์ 40% อีก 60% ไม่ใช่ลูกค้าแบงก์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1-2 พันแห่ง ซึ่งแบงก์จะร่วม มือกับกระทรางพาณิชย์เพื่อนำรายชื่อผู้ส่งออกมาเพิ่ม

เมื่อมาถึงเฟสที่สอง ห้างสรรพสินค้าออนไลน์แห่งนี้ก็จะเปิดให้มีการซื้อขายได้ โดยผ่านบัตรเครดิต แต่เป็นลักษณะของการซื้อขาย "สินค้าตัวอย่าง" ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าล็อตใหญ่ๆ

เพราะเมื่อผู้ซื้อและผู้ขายตกลงใจซื้อขายสินค้ากัน จะมาถึงขั้นตอนที่แบงก์จะเข้ามาทำหน้าที่ให้บริการ ที่เรียกบริการนี้ว่า "SCB CASH MANAGEMENT" ซึ่งแบงก์เป็นตัวกลางเพื่อให้ความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเกิดขึ้น

โดยแบงก์จะเป็นตัวกลางในการเปิดแอลซี แต่แอลซีที่ว่านี้ก็คือ แอลซีแบบออนไลน์ นั่นก็คือ ลูกค้าจะสามารถเปิดแอลซีแบบออนไลน์ผ่าน อินเตอร์เน็ตได้ทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการเปิดแอลซีแบบเดิมๆ ที่ต้องใช้เวลาหลายวัน

เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้แบงก์จะได้รายได้จากค่าทรานแซคชั่นที่เกิดขึ้นระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขายในการเปิดแอลซีออนไลน์ และผลทางอ้อมก็คือเมื่อลูกค้าแบงก์ทำธุรกิจได้เงินมา NPL ของแบงก์ย่อมลดลง

บีโอไอทำแค่ไดเรคเทอรีส์

แต่ต้องระดับอาเซียน

ทางด้านบีโอไอ ไม่ยอมตกกระ บวนรถไฟสายด่วนที่ชื่อ อี-คอมเมิร์ซ บีโอไอจัดทำเป็นฐานข้อมูลสินค้าอุตสาหกรรมออนไลน์ ใช้ชื่อว่า "www. asidnet.org" ย่อมาจาก ASEAN SUPPORTING INDUSTRY DATABASE

บีโอไอจะทำหน้าที่รวบรวมฐานข้อมูลอุตสาหกรรมหลัก 4 กลุ่ม คือ ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตร เคมีคอลและพลาสติก แม่พิมพ์ และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นผู้ประกอบการ ของสมาชิก อาเซียนใน 9 ประเทศ คือ บรูไน พม่า อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

สำหรับข้อมูลในไทยจะมาจาก ของบีโอไอเอง และมาจากสภาอุตสาห-กรรม และหน่วยงานอื่นๆ ในช่วงต้นเว็บไซต์นี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลเท่านั้น ยังไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ได้ เรียกว่าเป็นแค่ด่านแรกในการให้มาพบกันระหว่างลูกค้ากับเจ้าของ สินค้า ส่วนจะมีการติดต่อซื้อขายก็เป็นเรื่องของลูกค้าและเจ้าของสินค้าที่ต้องติดต่อกันเอง

"ลักษณะการขายแบบนี้เขาไม่ได้มาดูเว็บไซต์ แล้วก็สั่งซื้อ เพราะเป็นวอลุ่มใหญ่ ต้องมีการมาดูโรงงาน มีอะไร แต่เฟสต่อไป ก็จะทำเป็นใบสั่งซื้อ"

ด้วยเหตุนี้เอง จะเน้นความละเอียดของข้อมูล มีทั้งชื่อบริษัท ที่ตั้งโรงงาน ตัวสินค้า สถานะทางการเงิน ผ้ถือหุ้น ประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งบีโอไอจะให้สมาชิกเหล่านี้อัพเดทข้อมูลของตัวเอง โดยให้ยูสเซอร์ไอดีพาสเวิร์ดเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ และหากผู้ส่งออกรายใดมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองบีโอไอจะลิงค์ไปให้ด้วย

ภารกิจสำคัญของบีโอไอต่อจากนี้ก็คือ จะต้องให้เผยแพร่เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งก็ต้องใช้โปรโมชั่นตาม เว็บไซต์ดังๆ

ความหวังของบีโอไอ คือ ต้อง การให้เกิดเป็นโฮมเพจระดับภูมิภาค ที่หากจะติดต่อกับโรงงานผลิตสินค้าใน 4-5 หมวดนี้จะต้องมาเปิดดูที่เว็บไซต์แห่งนี้

ช้อปปิ้งไทย

ยึดโมเดลห้างสรรพสินค้า

shoppingthai.com ไซเบอร์ มอลล์อีกแห่งของบริษัทแมกซ์เซฟวิ่ง ประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่ามีผู้เช่าร้านไม่น้อย

บริษัทแมกซ์เซฟวิ่ง เป็นบริษัท เล็กๆ เช่าพื้นที่ของอาคารรัชดาเพลส มีพนักงานไม่เกิน 10 คน ที่เริ่มต้นมาจากธุรกิจอิมปอร์ตเอ็กซปอร์ต ก่อนจะผันตัวเองมาทำการค้าบนอินเตอร์เน็ต เริ่มต้นด้วยการขายข้อมูลรายชื่อผู้นำเข้าออนไลน์ "exim world" ซึ่งเป็นจุดแรกของการทำธุรกิจบนเว็บที่ประสบ ความสำเร็จด้วยดี มีออร์เดอร์มาจากหลายประเทศ

"เรามองว่าข้อมูลธุรกิจของผู้นำเข้าและส่งออกของบ้านเราหายากมาก จะต้องหาตามหน่วยงานราชการ เราก็เลยทำข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา เป็นข้อมูลชื่อที่อยู่ของผู้นำเข้า ไม่ใช่ของเมืองไทย เท่านั้นแต่มีของประเทศอื่นๆ ด้วยลูกค้า ส่วนใหญ่ของเราเป็นต่างประเทศ คนไทยไม่ค่อยสนใจ" วัชระพงษ์ ยะไวทย์ กรรมการผู้จัดการ แมกซ์เซฟวิ่งกล่าว

การขายของแมกซ์เซฟวิ่ง ใช้วิธี ดาวน์โหลดข้อมูลให้ลูกค้าผ่านอินเตอร์ เน็ตทันทีที่การชำระเงินเสร็จสิ้น ซึ่งลูกค้าสามารถชำระผ่านบัตรเครดิต

หลังจากการขายข้อมูลออนไลน์ ประสบความสำเร็จ วัชระพงษ์หันมาเปิดห้างสรรพสินค้าออนไลน์ขึ้น

"เราวิเคราะห์ว่าทำไม ร้านอเมซอน หรือ เดลล์ คอมพิวเตอร์ เขาถึงประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ เราก็เลยลองเปิดไซเบอร์มอลล์ขึ้นมา และให้ลูกค้าที่อยากลองทำอี-คอมเมิร์ซมาเช่าพื้นที่ทำ" วัชระพงษ์ เปิดเผย

ช้อปปิ้งไทย ออนไลน์ก็เปิดให้บริการโดยยึดเอารูปแบบห้างสรรพสินค้า บนดินเป็นแบบอย่าง ภายในเว็บไซต์ถูกออกแบบให้ลูกค้าเดินเลือกช้อปปิ้งได้ 5 ชั้น มีตั้งแต่ชั้น G จนถึงชั้น 5 เหมือนกับไปเดินเลือกในห้างสรรพสินค้า จริงๆ (คล้ายกับของไทยอีคอมเมิร์ซ) ซึ่งในแต่ละชั้นก็แบ่งแยกออกเป็นประเภทของสินค้า และจะมีรายชื่อของผู้ค้า ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ใบออร์เดอร์ และแบบฟอร์มการชำระเงิน

การให้เช่าพื้นที่กับผู้ขายสินค้าก็ยังใช้วิธีเดียวกับห้างสรรพสินค้าบนดินทุกอย่าง คือ มีบริการ 3 แบบ คือ แบบแรกรับฝากขายสินค้า ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่แต่จะหักค่ารับฝาก 40% ของราคาสินค้าที่ขายได้

แบบที่สองให้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า และแบบที่ 3 คือ ให้เซ้งร้าน เหมือนกับร้านนอกห้าง คือ ผู้ขายสินค้าจะมีเว็บไซต์เอง แต่จะมาลิงค์กับเว็บไซต์ของช้อปปิ้งไทย เพื่อประชาสัมพันธ์ร่วมกัน

ทั้ง 3 รูปแบบนี้จะเสียค่าบริการ ต่างกันไป แน่นอนว่า แบบเซ้งร้านย่อมเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่า เพราะมีเนื้อที่และบริการให้มากกว่า

ส่วนระบบการชำระเงิน จะใช้วิธีให้ลูกค้าเลือกติดต่อชำระเงินผ่านบัตรเครดิตกับแบงก์เอง แล้วลูกค้าเข้ามาใช้บริการของบริษัทได้ แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างกันไป ซึ่งระบบการชำระเงินของบริษัท ได้พัฒนาโปรแกรม crypbot ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลในเรื่องการชำระเงิน มาใช้ควบคู่กับโปรแกรม SSL

วัชระพงษ์ พบว่า ในต่างประเทศตื่นตัวในเรื่องของอี-คอมเมิร์ซ มาก แม้แต่ผู้ส่งออกสินค้าของเมืองจีน ส่วนใหญ่จะมีอีเมล หรือไม่ก็เว็บไซต์ ส่วนในเมืองไทยก็กำลังตื่นตัวในเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่มีอายุในราว 25-35 ปี

บางกอกเซ็นเตอร์

เมดอินไทยแลนด์

ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งก็คือ บางกอกเซ็นเตอร์ ของบริษัทดิจิเซิร์ฟ ที่มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างจากแมกซ์เซฟวิ่งนัก นั่นก็คือ ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกมาก่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ได้เห็นแบบ อย่างของการทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต ในต่างประเทศ

"ผมทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตมา ตั้งแต่ 2-3 ปีมาแล้ว ตอนแรกเราทำธุรกิจรับออกแบบโฮมเพจให้ลูกค้า ซึ่งก็เป็นแค่การส่งเสริมการขายอย่างหนึ่ง ตอนหลังเราก็มามองในเรื่องการค้าขาย จะนำสินค้ามาขายในอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร ซึ่งเวลานั้นเรื่องการขายบนอินเตอร์เน็ตยังใหม่ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็มีความเสี่ยงสูง เราก็เลยต้องทำเองก่อน" ทันฤกษ์ ธัญวงศ์ เล่าถึงที่มาของการตั้งไซเบอร์มอลล์ ชื่อ "bangkokcenter.com"

ทันฤกษ์ ตั้งโจทย์ของการตั้งไซเบอร์มอลล์แห่งนี้ไว้ว่า ลูกค้าเป้าหมายจะต้องเป็นคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ และสินค้าที่วางขายในห้างนี้จะต้องเป็นสินค้าไทยที่ไม่มีขายในต่างประเทศ และจะกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อได้โจทย์มาแล้ว ทันฤกษ์ติดต่อกับบรรดาผู้ผลิตสินค้าไทยหลาย แห่ง และก็ได้ห้างนารายณ์ภัณฑ์เป็นลูก ค้ารายใหญ่ ซึ่งเวลานั้นนารายณ์ภัณฑ์ มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่ทำเป็นแค่การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ตัวบริษัทและสินค้าเท่านั้น

นอกจากนารายณ์ภัณฑ์แล้ว บางกอกเซ็นเตอร์ก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการบ้างประปราย ทันฤกษ์ จึงต้อง เป็นผู้จัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพิ่มเติม เช่น ชุดไทย เครื่องดนตรีไทย และหนังสือ ส่วนการชำระเงินเวลานั้นก็ทำได้ โดยบริษัทตกลงกับแบงก์ไทยพาณิชย์ไว้ แต่ลูกค้าจะต้องกรอกแบบฟอร์ม ชื่อที่อยู่ และรอการตรวจสอบจากแบงก์ไทยพาณิชย์กลับมาก่อน จึงจะชำระเงินได้

จากนั้นก็เริ่มโปรโมตเว็บไซต์ ส่งจดหมายไปตามสถานทูตไทย วัดไทยรวมทั้งกลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศ ติดป้ายในห้างนารายณ์ภัณฑ์ ในไทย รวมทั้งลงใน search engine ต่างๆ ด้วย

2 ปีเต็มของบางกอกเซ็นเตอร์ ทันฤกษ์บอกว่า ยอมรับว่ายังไม่ประสบ ความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัญหาอยู่ที่ค่าขนส่งที่มีราคาแพง และสินค้าไม่สอดคล้องกับความต้องการ

จากการศึกษาของเขาพบว่า สินค้าที่ขายได้ในอี-คอมเมิร์ซ จะมีอยู่ประมาณ 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หนังสือ ดอกไม้ และเสื้อผ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ไทยไม่มีความชำนาญ ส่วนเสื้อผ้าก็ไม่มีแบรนด์ เนมเป็นของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ทันฤกษ์ ก็ยังมองเห็นประโยชน์จากการค้าขายอี-คอมเมิร์ซว่า อาจจะสอดคล้องกับสินค้าบางประเภทและบางโอกาส เช่น กรณีของสยามฮิตาชิที่ต้องการโละสินค้าที่เหลือจากการเปิดเว็บไซต์ขายสินค้า ที่เหลืออยู่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

"ใครจะรู้ว่าโอกาสอาจจะมาถึงอย่างไม่รู้ตัว ถ้าเราได้ออร์เดอร์เข้ามา ก็สามารถทำเงินได้" ทันฤกษ์กล่าว

เคเอสซี-ล็อกซอินโฟร์

ปรับโฉมช้อปปิ้งมอลล์

ทางด้านไอเอสพี ที่มีห้างสรรพ สินค้าออนไลน์เป็นรายแรกๆ แต่หลาย ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเลย ส่วนใหญ่มีไว้สำหรับให้มาเช่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์เท่านั้น

มาคราวนี้เมื่อกลไกหลายๆ อย่าง ของอี-คอมเมิร์ซเริ่มลงตัว แบงก์หันมาขยับในเรื่องระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต แถมภาครัฐโหมโรงหันมาบุกอี-คอมเมิร์ซกันอย่างเต็มที่ บรรดา ไอเอสพีทั้งหลายจึงต้องลงมือปรับปรุงกันใหญ่

เคเอสซี หันมาจับคู่กับแบงก์กรุงไทย ตั้งห้างสรรพสินค้าบนเว็บที่ชื่อ "thaicybermall.com" ให้กับลูกค้ามาเช่าพื้นที่ในราคาเริ่มต้น 1,800 บาทต่อเดือนสำหรับร้านขนาดเล็กส่วน ร้านขนาดกลาง ต้องเสียค่าเช่า 3,800 บาทต่อเดือน และร้านขนาดใหญ่เสีย 8,500 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของบริการ

แบงก์กรุงไทย เป็นแบงก์อีกแห่งที่หันมาให้ความสนใจกับอี-คอม เมิร์ซ ทุ่มเงิน 55 ล้านบาท สร้างระบบ ซื้อตั๋วโดยสายการบินไทยด้วยบัตรเครดิตกรุงไทย ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ทุนคืน เพราะลูกค้าใช้ได้เฉพาะบัตรเครดิตของ กรุงไทยเท่านั้น และได้เฉพาะภายในประเทศ

จุดสำคัญของการร่วมมือกันในครั้งนี้ก็คือ ระบบความปลอดภัยในการชำระเงิน ที่ทำกันไว้ 3 ระดับ คือ นอกจากมีระบบ SSL ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเวลานี้ จะมีระบบที่พัฒนาขึ้นเองอีก 2 ระบบคือ TRIPLE และเอ็มดีไฟว์ (MD5)

เรียกว่า ใช้กลยุทธ์ด้านราคาและออกแบบเว็บไซต์ให้เลือกซื้อสินค้าชนิดที่จำลอง การจับจ่ายสินค้าบนห้างมาเลย และยังสร้างความมั่นใจในเรื่อง การชำระเงินด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 3 ระดับ

แต่หากต้องการชำระเงินค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต ต้องใช้บัตรของแบงก์กรุงไทยเท่านั้น ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบก่อนว่า เจ้าของบัตรมีเครดิตดีพอจะซื้อของหรือไม่ ก็เป็นตามขั้นตอนปกติ แต่หากไม่มีบัตรกรุงไทยก็ใช้วิธีนี้ไม่ได้ จะต้องจ่ายเงิน แบบวิธีดั้งเดิม นอกระบบอินเตอร์เน็ต

ส่วนล็อกซอินโฟร์ ไม่ยอมน้อยหน้า ร่วมมือกับแบงก์ไทยพาณิชย์ และบริษัทล็อกซบิท บริษัทในเครือล็อกซเล่ย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเครื่อง รูดบัตรเครดิตอัตโนมัติ ยี่ห้อเวอริโฟน ที่แบงก์ของไทยจะใช้ยี่ห้อนี้อยู่

หลักการทำงานก็คือ เมื่อมีลูกค้ามาซื้อของจากช้อปปิ้งมอลล์ของล็อกซอินโฟร์ หรือ เว็บไซต์ที่ใช้บริการ ของล็อกซอินโฟร์ โดยใช้บัตรเครดิตของแบงก์ไทยพาณิชย์ วีซ่า หรือ มาสเตอร์การ์ด จะได้รับการตรวจสอบ บัตรเครดิตอัตโนมัติจากแบงก์ได้ทันที โดยผ่านเครื่องรูดบัตรเวอริโฟน การซื้อขายจะเกิดขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาพนักงานมาโทรกลับไปเช็กประวัติเจ้าองบัตรอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ประหยัดเวลาไป 1 วันเต็ม

ล็อกซอินโฟร์เองหันมาปรับในเรื่องราคาให้ลดลง เพื่อผลักดันให้มีคนมาตั้งร้านขายของบนเว็บมากขึ้น

"สิ่งที่เราต้องทำคือ จะทำให้กำแพงที่เคยกั้นไม่ให้คนเอาสินค้ามาขายในอินเตอร์เน็ต มาตั้งร้านค้าได้ง่าย ไม่ต้องเอาเงินมาเป็นหมื่นเป็นแสน" วิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ กรรมการผู้จัดการ บริษัทล็อกซอินโฟร์ กล่าว

กลยุทธ์ราคา และระบบการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่รวดเร็วกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้ล็อกซอินโฟร์เชื่อว่า จะเป็นแรงผลักดันให้อี-คอมเมิร์ซเกิดขึ้นได้ในที่สุด

นี่คือส่วนหนึ่งของโฉมหน้าใหม่ ของไซเบอร์มอลล์ หรือ ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่แตกต่างกันไปตามโมเดลธุรกิจของแต่ละคน แต่ที่แน่ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดธุรกิจบนอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นช่องทางของขุมทรัพย์ใหม่ หรือเป็นแค่ภาพลวงตาก็คงต้องอาศัยเวลา แต่เชื่อว่าไม่นานก็คงรู้ผล

เพราะอะไรๆ ก็เป็นไปได้เสมอในโลกไซเบอร์สเปซ !

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us