เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่งว่ากิจการที่เริ่มดำเนินการในเดือนที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
คือ ในเดือนมิถุนายน 2540 กลับสวนกระแสเติบโตขึ้นมาได้และยังมีความเชื่อมั่นที่จะขยายการลงทุนมากยิ่งขึ้นไปอีก
กิจการที่กล่าวข้างต้นคือร้านสุขภาพและความงาม บู๊ทส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ
และเข้ามาเปิดดำเนินการในไทยจนถึงปัจจุบันครบ 2 ปีเต็มไปแล้วนั้น ปรากฏว่าบู๊ทส์สามารถขยับขยายเปิดร้านได้ถึง
30 แห่ง โดยมี 22 แห่งในกรุงเทพฯ และอีก 8 แห่งในต่างจังหวัด และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นงวดบัญชีของบริษัทประจำปีนี้(เดือนมีนาคม
ค.ศ.2000) บู๊ทส์จะเปิดสาขาได้รวมทั้งสิ้น 46 แห่ง (โดยจะเพิ่มเป็น 12-13
แห่งในต่างจังหวัด) และยังมีนโยบายที่จะเปิดให้ได้ครบ 100 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้า
โดยที่หลังจากเปิดครบแล้ว บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ก็จะทบทวนนโยบายการลงทุนในไทย
กับบริษัทแม่ในอังกฤษ เพื่อพิจารณาว่าควรจะมีจำนวนร้านสาขาเท่าใดในประเทศไทยแน่
และจะขยายการลงทุนต่อไปอย่างไร
มร.เควิน ซาร์จีสัน กรรมการผู้จัดการบริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่าการจะเปิดสาขาให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีทำเลที่เหมาะสมกับความสามารถของบู๊ทส์ที่จะเจรจาติดต่อเอาทำเลนั้นมาได้
เหตุผลสำคัญที่บู๊ทส์ต้องรีบเปิดสาขาจำนวนมากในไทยในจังหวะเวลานี้ มร.ซาร์จีสัน
เท้าความไปถึงการทำวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อนเพื่อพิจารณา ว่าควรจะมาเปิดตัวดำเนินกิจการในไทยหรือไม่
เขาพบว่าปัจจัยหนึ่งที่จะ ทำให้บู๊ทส์ประสบความสำเร็จในไทยคือการเร่งสร้างความสามารถเพื่อเติบโตอย่างรวดเร็ว
และนั่นก็นำมาซึ่งการสร้างสำนักงานใหญ่ขนาดใหญ่จริงๆ และเปิดสาขาใหม่ๆ เร็วมาก
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยปัจจุบันจะเดินสวนทางกับตอนที่บู๊ทส์ ทำวิจัยก็ตาม
แต่มร.ซาร์จีสันก็ยังเชื่อมั่นในผลการวิจัยที่ทำไว้ และยิ่งเห็น ว่าช่วงเวลานี้น่าจะมีพื้นที่หรือทำเลที่ดีพอ
ข้อสำคัญคือยังว่างอยู่ด้วย บู๊ทส์มีทีมงานด้านอสังหาริม ทรัพย์ของตัวเองที่คอยตรวจหาทำเลดี
ซึ่งทีมนี้จะทำงานร่วมกับบริษัทอสังหาฯ ท้องถิ่นเพื่อหาทำเลและเจรจาติดต่อเช่าระยะยาว
(เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ต่อสัญญาครั้งละ 3 ปี) ในปีหนึ่งบู๊ทส์ จะทบทวนเรื่องทำเลที่จะเปิดร้าน
2 ครั้งและดูว่ามีทางสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มร.ซาร์-จีสัน มีความเชื่อมั่นการลงทุนในไทยมาก
ก็เพราะผลการดำเนินงานของสาขาในไทยแค่เพียง 2 ปีที่ผ่านมาดีกว่าที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้มาก
6 สาขาแรกที่ตั้งมานั้นปรากฏว่ามีกำไรจนสามารถคุ้มทุนแล้ว (แต่ได้นำเม็ดเงิน
จากผลกำไรนั้นมาลงทุนในสำนักงานใหญ่ที่ตึกชาญอิสสระ 2) และสาขาในต่างจังหวัดก็ประสบผลสำเร็จอย่าง
ดี ดังนั้นบู๊ทส์จึงมองหาทำเลเพิ่มในต่างจังหวัดด้วย
มร.ซาร์จีสันก็เช่นเดียวกับนักลงทุนส่วนมากที่เข้ามาลงทุนในไทยใน ช่วงที่ผ่านมา
เขาเห็นว่าวิกฤตเศรษฐ-กิจในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวและคลี่ คลายไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว
เศรษฐกิจเริ่มขยายตัว แต่ไม่ใช่ในระดับที่เคยเกิดขึ้นก่อน "ฟองสบู่แตก" แน่นอน
เขาจึงมีความมั่นใจสูงมากในการขยายการลงทุนครั้งนี้ นอกจากนี้เขายังพบว่าลูกค้ามีความตระหนักรู้ในแบรนด์
"บู๊ทส์" ดีมากด้วย
เขาดูมีความมั่นใจมากด้วยว่าการดำเนินงานร้านบู๊ทส์ในประเทศไทย จะบรรลุเป้าหมายเร็วกว่าที่ตั้งไว้
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคนี้ ปรากฏว่าบู๊ทส์เพิ่งเข้ามาเปิดดำเนินการในไทยเป็นแห่งแรก
ส่วนในญี่ปุ่นนั้นมีเพียง 2 ร้านเท่านั้นเองที่เพิ่งเปิดเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นเท่ากับบู๊ทส์ให้ความสำคัญกับไทยอย่างมาก
และมีแนวโน้มที่จะใช้ไทยเป็นฐานการขยายตัวในภูมิภาคต่อไป
สินค้าบู๊ทส์ที่วางจำหน่ายจะนำเข้ามาจากอังกฤษ แต่บริษัทก็มีแผนงานที่จะผลิตสินค้าบางประเภทในไทยและใช้เครื่องหมายการค้า
"บู๊ทส์" ภายในปีนี้ กลุ่มสินค้าที่จะเริ่ม ผลิตในไทยโดยใช้สูตรการผลิตของ
บู๊ทส์คือสินค้ากลุ่มแชมพู ครีมนวดผมหรือคอนดิชั่นเนอร์ รวมทั้งผลิต ภัณฑ์ครีมอาบน้ำชำระร่างกาย
(bath & shower) "เรารู้จักโรงงานที่มีความสามารถจะผลิตสินค้าตามสูตรของเราได้อย่างมาตรฐาน
ซึ่งผมคิดว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศไทย ภายใต้เครื่องหมายการค้าบู๊ทส์จะออกวางจำหน่ายในตลาดได้ในช่วงต้นปีหน้า
ซึ่งก็ตรงกับไตรมาสสุดท้าย ของงบการเงินของบริษัท "มร.ซาร์จีสันกล่าว
สินค้าที่ผลิตในไทยนั้นจะวางจำหน่ายในไทยก่อน แล้วจึงค่อยๆ เริ่มกระจายสู่ตลาดอื่นๆ
ในเอเชีย ซึ่ง ก็คงต้องดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะบู๊ทส์ยังไม่มีการดำเนินงานในประเทศอื่นๆ
ในเอเชียดังที่กล่าวมา ยกเว้นไทยและญี่ปุ่น
ดูเหมือนว่าบู๊ทส์ จะเข้ามาในตลาดเอเชียช้ากว่าสินค้าอีกหลายหลากยี่ห้อ
ที่เข้ามาเปิดตัวในภูมิภาคนี้ไปก่อนหน้าแล้ว แต่มร.ซาร์จีสันกลับมองว่า "ไม่ได้มาสายเกินไป
คืออาจจะช้ากว่าคนอื่น แต่ก็ยังมาเร็วกว่าอีกหลายราย สิ่งที่เราคิดอยู่คือเรา
ต้องปรับปรุงรูปโฉมสินค้าและหน้าตาร้านค้าให้ดึงดูดใจลูกค้าเอเชีย ซึ่งเราทำสำเร็จมาแล้วในอังกฤษ
ตอนนี้เรากำลังทำในตลาดเอเชีย"
พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าไทยก็ไม่ได้แตกต่างไปจากลูกค้าชาติอื่นๆ มร.ซาร์จีสันกล่าวว่า
"พวกเขาก็ชอบสินค้าของเรามาก ซึ่งสินค้าประมาณ 50% ที่เราขายนั้นเป็นแบรนด์
บู๊ทส์ที่เหมือนกับที่วางขายในร้านบู๊ทส์ ทั่วโลก ซึ่งก็ได้แก่พวก สินค้าบำรุงผิว
บำรุงเส้นผม นี่คือประเภทที่ซื้อกันมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปบ้าง คือในส่วนของสินค้าเวชภัณฑ์ซึ่งเรามีการขายยาเหมือนร้านขายยาทั่วไป
แต่ ดูเหมือนลูกค้าไทยจะไม่ค่อยตระหนักรู้ว่าเราขายยาด้วย ขณะที่ร้านบู๊ทส์ในยุโรปนั้นเป็นทีรู้จักดีเรื่องการขายยา"
ร้านบู๊ทส์ในไทยมีสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม 80% ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าเวชภัณฑ์
แต่มีบางร้านที่เปิดมานานหน่อย สัดส่วนจะเป็น 70 : 30 ทั้งนี้ มร.ซาร์จีสันมองว่าเหตุผลที่ทำให้สินค้าเวชภัณฑ์ขายได้ไม่ดีเหมือนในยุโรป
เพราะมีสินค้าที่เป็นของบู๊ทส์จำหน่ายน้อย เนื่องจากกระบวนการขออนุ-ญาตขายสินค้าเวชภัณฑ์ในไทยซับซ้อนและกินเวลานานมาก
กว่าจะได้ทะเบียนยามานั้นต้องใช้เวลานาน
ปกติร้านบู๊ทส์ไม่ได้ขายสินค้าบู๊ทส์อย่างเดียว แต่ขายยี่ห้ออื่นๆ ประกอบด้วยเป็นส่วนน้อย
ทว่าก็เป็น ผลิตภัณฑ์ชั้นนำในประเภทนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเวชภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์เพื่อ
สุขภาพและความงาม เช่น คลินิก, เอสเต้ เลาเดอร์ เป็นต้น
ร้านบู๊ทส์ที่มียอดขายดีและถือว่าเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้มี 4 แห่งคือ
ร้านที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, สยามเซ็นเตอร์ และตึกยูบีซี
สุขุมวิท 35 โดยร้านที่มีพื้น ที่มากที่สุดจะมีขนาด 400 ตารางเมตร และเล็กสุดที่เป็น
sub-shop มีขนาดเพียง 120 ตร.ม. ขนาดปกติคือ 200-250 ตร.ม.
ปัจจุบันบู๊ทส์มีสินค้าที่จดทะเบียนการค้าในไทยถึง 4,500 รายการ มร.ซาร์จีสันเปิดเผยว่าจะมีการเพิ่มรายการสินค้าใหม่ๆ
ปีละประมาณ 20% ของจำนวนนี้หรือประมาณ 900 รายการ ซึ่งเท่ากับเดือน หนึ่งๆ
จะมีสินค้ารายการใหม่ๆ เข้ามาประมาณ 75 รายการ
ไม่ใช่สินค้าทุกตัวที่วางจำหน่าย ในร้านบู๊ทส์ประเทศอื่นๆ แล้วจะต้องมีในไทย
หรือสินค้าบู๊ทส์ที่จำหน่ายในไทยอาจจะไม่ได้จำหน่ายในที่อื่นๆ ก็เป็นได้
แต่สินค้าส่วนมากที่วางจำหน่ายในอังกฤษก็มักจะนำเข้ามาจำหน่ายในร้านบู๊ทส์ในไทย
"เราหวังว่าจะพัฒนาสินค้าบู๊ทส์เพื่อวางจำหน่ายเฉพาะตลาดในเอเชียเท่านั้น
อย่างเรากำลังมีนโย-บายที่จะทำกับเครื่องสำอางชื่อ "No7" ก่อนเป็นตัวแรก"
ในปลายปีนี้จะมีการประกาศเกี่ยวกับการขยายตัวในเอเชียเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้
มร.ซาร์จีสัน ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เขากล่าวแต่เพียงว่าจะมีการเปิดร้านในประเทศอื่น
ในภูมิภาคนี้ แต่คงต้องรอให้ถึงเวลา ก่อนจึงจะประกาศได้ เพราะบู๊ทส์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน
บู๊ทส์ดำเนินกิจการในอังกฤษมาประมาณ 125 ปี มีร้านในเกาะเล็กๆ แห่งนี้มากถึง
1,200 ร้าน ยอดขายที่นี่สูงมากที่สุด ขณะที่ยอดขายในเอเชียยังต่ำอยู่ แต่มร.ซาร์จีสันก็หวังว่ามันจะเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
กิจการบู๊ทส์ก็มีการแก้ปัญหาเรื่อง Y2K ด้วยเช่นกัน เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่สามารถ
เชื่อมโยงกับร้านค้า 30 แห่งทั่วประเทศ ได้ และยังเชื่อมต่อไปถึงสำนักงานในอังกฤษด้วยในลักษณะ
fully inte-grated network บู๊ทส์ใช้ฮาร์ดแวร์ของ IBM ใช้ระบบ EPOS และซอฟต์
แวร์ของตัวเอง ทั้งนี้การแก้ปัญหา Y2K จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายนศกนี้
การที่จะสร้างสินค้าบู๊ทส์ให้เป็นทีรู้จักและได้รับความนิยมจากลูกค้านั้น
พนักงานขายหน้าร้านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมาก ซึ่งมร.ซาร์จีสัน ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ดังนั้นโปรแกรมการอบรมพนักงานร้านบู๊ทส์ ในไทยจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตของกิจการนี้มาก
มร.ซาร์จีสันเล่าว่า "พนักงานบู๊ทส์จะได้รับการฝึกอบรม 1 เดือนเต็ม ซึ่งมากกว่าในอังกฤษเพราะที่นั่นคนรู้จักสินค้าบู๊ทส์
อยู่แล้ว โดยเทรนเนอร์จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บู๊ทส์จากอังกฤษ
โปรแกรมการอบรมมีทั้งเรื่อง ความรู้ในผลิตภัณฑ์ การให้บริการ การพัฒนาตนเอง
เราใช้งบประมาณ 1% ของยอดขายที่นี่ในเรื่องการฝึกอบรม ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงทีเดียวสำหรับกิจการประเภทรีเทล
บิสสิเนสอย่างเรา"
ตอนนี้บู๊ทส์มีพนักงานรวมมากกว่า 500 คน แต่ในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นไป คาดว่าสิ้นปีจะมีถึง
700 คน ในจำนวนนี้มีเภสัชกรประมาณ 100 คน ( 3 คนต่อ 1 ร้าน)
มร.ซาร์จีสันมั่นใจว่าในปีหน้าผลการดำเนินงานของบู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย)
จะเริ่มมีกำไรและในอีก 1 ปีข้างหน้า เขาสามารถขยายกิจการร้านบู๊ทส์ และสร้างผลตอบแทนให้บริษัทฯ
ถึงจุดคุ้มทุนได้ แม้ว่าบริษัทฯ ยังจะมีการลงทุนอยู่ในช่วงเวลานี้ก็ตาม ทั้งนี้เคยมีการแถลงข่าวว่าบริษัทฯ
มีเม็ดเงินลงทุนเพื่อเปิดร้านเพิ่มอีก 15 แห่งภายในปีงบประมาณนี้เป็นเงินทั้งสิ้น
400 ล้านบาท โดยเงินลงทุนนี้มาจากการดำเนินงานในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา