เป็นเรื่อง ที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง หากหอศิลป์ร่วมสมัยแห่งกทม. ที่ผ่านการคัดเลือกแบบจากบริษัทสถาปนิกต่างๆ
กว่า 10 บริษัท มีการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างไปเรียบร้อย และได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่
7 พฤษภาคม 2543 นั้น ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ว่าผู้บริหารกทม.ชุดใหม่นี้จะ "เอา" หรือ "ไม่เอา"
กับแบบ ที่ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกมาแล้วอย่างถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ต้องยอมรับว่าหอศิลป์ในฝันของประชาชน
ที่บริษัท โรเบิร์ต จีบุย แอนด์ แอสโซซิเอท ไดัรังสรรค์รูปแบบไว้จนได้รับชัยชนะนั้น
เป็นความฝันของคนในประเทศจริงๆ
รูปแบบของอาคาร ที่ก่อสร้างในพื้นที่ 1.5 ไร่ บริเวณสี่แยกปทุมวันนั้น มีทั้งหมด
11 ชั้นเป็นชั้นใต้ดิน 3 ชั้น เหนือดินอีก 8 ชั้น พื้นที่ของอาคารโดยรวม
25,328 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ และเป็นพื้นที่พาณิชย์
ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์
ความโดดเด่นในเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวอาคาร และการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
(Interior Concepts) เป็นจุดที่ทำให้บริษัทโรเบิร์ต จีบุย ชนะขาดในครั้งนั้น
เมื่อดูจากภายนอกรูปลักษณ์ของอาคารหลังนี้ค่อนข้างจะเป็นอาคาร ที่ทันสมัย
แต่ในขณะเดียวกันทางบริษัทสถาปนิกก็ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะรูปร่าง และรูปทรงความเป็นไทยหลายประการ
เช่น การนำการสอบเข้าของผนัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมไทย มาประกอบการออกแบบรูปทรงอาคารภายนอก
ช่วงหน้าต่างแคบๆ ซึ่งเป็นรูปทรงแบบไทยๆ ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เกิดเป็นองค์ประกอบสมัยใหม่ในลวดลาย
และรูปทรง
ความโค้งของหลังคาทรงไทย และรูปทรงอื่นๆ ของไทย เช่น ท่วงท่าในการรำ และเครื่องใช้ดั้งเดิม
เช่น งอบ ได้ถูกแปรเปลี่ยนโดยการใช้ส่วนโค้งเหล่านั้น มาเป็นส่วนประกอบของหลังคา
และแผงกันแดด
ภายในตัวอาคาร พื้นที่ใช้สอยในส่วนของการแสดงผลงานทางด้านศิลปะ และพื้นที่ของร้านค้านั้น
จะถูกแยกออกจากกันชัดเจน พื้นที่ร้านค้าจะอยู่ในบริเวณของชั้น 1-5 ส่วนของพิพิธภัณฑ์
จะเริ่มตั้งแต่ชั้น 6-8 แต่การออกแบบจะมีความเป็นหนึ่งเดียวกันทางสถาปัตยกรรม
พื้นที่ภายในพัฒนาจากจุดศูนย์กลางคือ พื้นที่โล่งทรงกระบอก ซึ่งนำเสนอจุดเด่นแก่สายตาเมื่อเข้าสู่อาคาร
และพื้นที่เปิดโล่งส่วนกลาง นี้ยังนำสายตา สู่ชั้นบน ที่เป็นส่วน ที่แสดงผลงาน
รูปทรง ซึ่งมีจุดศูนย์กลางเช่นนี้ ทำให้เห็นกิจกรรม ที่หลากหลายในอาคาร สร้างความตื่นเต้น
และเร้าใจให้กับผู้ที่เข้ามา
สิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรจะได้ประโยชน์จากหอศิลป์แห่งนี้ บริษัทสถาปนิกได้เตรียมพื้นที่สำคัญๆ
ไว้หลายจุด เช่น ชั้นล่างสุดของพิพิธภัณฑ์จะมีห้องสมุดประชาชน ที่นอกจากจะมีหนังสือทั่วไปแล้วควรจะเน้นไปยังหนังสือทางด้านศิลปะทุกแขนง
ชั้น ที่ 1 ระดับเดียวกับพื้นดิน จะมีร้านค้าอาคารพาณิชย์ มีพื้นที่โล่งสำหรับงานแสดงศิลปะ
และกิจกรรมต่างๆ ชั้น 2 จะมีส่วนเก็บรักษาผลงาน เช่นเดียวกับชั้น 3 ชั้น
4 จะเป็นร้านค้า ส่วนเตรียมนิทรรศการ ห้องประชุม ชั้น 5 จะเป็นโถงเข้าพิพิธภัณฑ์
มีมิวเซียมชอป ห้องประชุมย่อย ห้องฉายภาพยนตร์ประมาณ 200 ที่นั่ง ต่อเนื่องจากชั้นนี้ก็จะก้าวสู้ชั้น
6, 7, 8 เป็นส่วนแสดงงานศิลปะ ซึ่งเป็นหัวใจ ที่สำคัญที่สุดของอาคารหลังนี้
พื้นที่ทั้ง 3 ชั้นบนสุดนั้น แม้จะเชื่อมโยงกัน แต่ก็จะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว
เช่นในพื้นที่ชั้น 7 ซึ่งเป็นส่วน ที่แสดง งานศิลปะถาวร และแสดงงานประติมากรรม
ได้ถูกออกแบบให้มีเพดานสูงถึง 10.20 เมตร เพื่อเตรียมไว้รองรับงานศิลป์สมัยใหม่
ที่ไม่สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ความสูง หรือความใหญ่ของชิ้นงานได้
สถาปนิกได้ให้ความสำคัญ อย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของ แสง และการควบคุมสภาพแวดล้อม
อาคารหลังนี้ได้ถูกออกแบบให้ประหยัดพลังงาน การใช้วัสดุป้องกันรังสียูวี
การวางตำแหน่งหน้าต่าง หรือช่องเปิด ถูกออกแบบไว้เฉพาะตำแหน่ง ที่ต้องการให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอก
และภายใน หรือเมื่อแสงธรรมชาติเหมาะสม ที่จะนำมาใช้ในห้องแสดงศิลปะ
บนพื้นที่ชั้น 7 จะถูกปิดล้อมด้วยช่องแสงสูง และหลังคากระจก ซึ่งมีบานเกล็ดปรับแสงได้
เป็นห้อง แสดงงานศิลปะ ที่สว่างที่สุดในพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่ห้องแสดงศิลปะอีก
2 ห้องมีการควบคุมแสงธรรมชาติ ที่สม่ำเสมอมากกว่า และเสริมด้วยแสงของไฟฟ้า
ส่วนพื้นที่ชั้น 8 ซึ่งเป็นบริเวณจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนนั้น ส่วน ที่
1 มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีหลังคาบานเกล็ดปรับได้ ซึ่งเป็นระบบการปรับลดแสงธรรมชาติ
พื้นที่แสดงศิลปะอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเล็กกว่าจะมีช่องแสง (Skylight) ที่บริเวณจุดตัดของหลังคา
และผนัง เพื่อไล้ผนังให้สว่าง
จุดเด่นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของอาคารหลังนี้ก็คือ สถาปนิกได้ออกแบบให้มีห้องเก็บผลงานขนาด
ใหญ่ ซึ่งเป็นห้องที่ศิลปินส่วนใหญ่มีความต้องการอย่างมากๆ เพราะปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าศิลปินจะไม่มีพื้นที่เก็บผลงานของตนเอง
บางส่วนจะถูกนำไปฝากไว้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหรือหอศิลป์ของมหาวิทยาลัย
ซึ่งเป็นการเก็บ ที่ไม่ถูกวิธี ห้องเก็บผลงาน ที่อยู่บนชั้น 2 ทะลุชั้น 3
นี้ ได้ถูกออกแบบให้เป็นห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ เป็นห้องที่ไม่มีฝุ่น
และความชื้น เพื่อเป็นการรักษาภาพให้คงทนได้มากที่สุด ส่วนชั้น ที่ 4 นั้น
จะเป็นห้องสำหรับซ่อมผลงานศิลปะ
หากไม่มีปัญหาภายในของ กทม.เอง ความจริงแล้วประมาณกลางปีหน้า อาคารในฝันของประเทศ
ที่มีความสำคัญอย่างมากในการเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนจินตนาการที่ไร้ขอบเขตนี้
คงเผยโฉมให้เห็นกันได้แล้ว และกำลังเป็นที่รอคอยว่า ผู้บริหาร กทม.ชุดใหม่จะมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจอย่างไร