อายุสัมปทานของสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ยังเหลือเวลาอีก 16 ปี แต่กระนั้นก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐอยู่เสมอ
แต่ด้วยสไตล์การบริหารแบบอนุรักษนิยมของเจ้าของอย่างตระกูล "มาลีนนท์" ทำให้ฐานะการเงินยังแข็งแรง
และร่ำรวยในฐานะ King of cash ที่มีกระแสเงินสด (Free cash flow) เป็นสภาพคล่องกว่า
3 พันล้าน
ดูจากผลดำเนินงานในปี 2546 ของบีอีซีเวิลด์และบริษัทในเครือ 25 กิจการได้ขยายตัวช้าๆ
ฐานสินทรัพย์รวมมีไม่ต่ำกว่า 6,892 ล้านบาท และมีผลกำไรสุทธิปีที่แล้วโตเพิ่มขึ้นถึง
18% หรือเป็นเงินกำไร 1,969.85 ล้านบาท (กำไร 0.98 บาทต่อหุ้น) จากรายได้รวม
6,239.04 ล้านบาท (ดูตาราง)
ล่าสุดผลงานไตรมาสแรกของปี 2547 รายได้ของบีอีซีเวิลด์ ต่ำกว่าเดิม 100
ล้านบาท โดย 3 เดือนแรกของปีนี้ทำรายได้รวม 1,420 ล้านบาท เทียบกับเงินรายได้
1,520 ล้านบาทในไตรมาสสี่ปีที่แล้ว เป็นผลจากการห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ของรัฐ
ยิ่งดูผลกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ที่ประกาศ 431 ล้านบาท ถ้าหักการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม
26 ล้าน จะมีกำไรจริงๆ 405 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 542 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีที่แล้วถึง
25% ทีเดียว
สาเหตุของกำไรที่ต่ำกว่าคาดนี้ ว่ากันตามเนื้อผ้าก็มาจากต้นทุนการผลิตหนังเรื่องทวิภพและต้นทุนละคร
สูงกว่าการนำเข้าภาพยนตร์ชุดจากไต้หวันมาฉายในปีที่แล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีกจาก
12% เป็น 14% รวมถึงภาระภาษีจ่ายเพิ่มจาก 25% เป็น 29% ของกำไรด้วย
ขณะที่ปัจจัยด้านรายได้ค่าโฆษณาลดลง 2% จากปลายปีที่แล้ว 1,326 เหลือ 1,299
ล้านบาทในไตรมาสแรกนี้ ทั้งนี้เพราะผลกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐช่วงปลายปีที่แล้ว
ที่ห้ามโฆษณาสุราเบียร์ตั้งแต่ตีห้าถึงสี่ทุ่ม แม้ว่ารายได้จากโฆษณาสุราเบียร์นั้นแค่
4% ของเม็ดเงินโฆษณาในทีวีที่สูงถึง 11,173 ล้านบาท ในไตรมาสแรกก็ตาม
แต่ช่อง 3 แก้เกมธุรกิจนี้โดยปรับค่าโฆษณาช่วงไพร์มไทม์ขึ้น 8-12% ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว
เพื่อชดเชยการขายโฆษณาที่ลดลงจากนโยบายรัฐห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ดังกล่าว
โดยรวมเรตติ้งสถานีช่อง 3 มีส่วนแบ่งผู้ชมประมาณ 25% ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างช่อง
7 สีซึ่งมีส่วนแบ่งสูงสุด 40%
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างปี 2543-2546 สินทรัพย์รวมของบริษัท บีอีซี
เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ที่เคยมีอยู่ 8,532.72 ล้านบาท ในปี 2545 ได้ลดลงเหลือ
6,892.35 ล้านบาท หรือลด -19% ในปีที่แล้วแต่เพิ่มเป็น 7,437 ล้านบาทในไตรมาสแรกปี
2547 นี้เอง
สาเหตุเพราะว่าปลายปีที่แล้ว บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลพิเศษ 2,000 ล้านบาท
ทำให้ในส่วนผู้ถือหุ้นที่มีกำไรสะสมลดลงจาก 2,740 ล้านเหลือ 1,010 ล้านบาท
และในบัญชีสินทรัพย์หมุนเวียน กลุ่มได้ปรับเม็ดเงินลงทุนชั่วคราวลงในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นลงจาก
60% เหลือ 30% เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนระยะสั้นในสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงจาก
3,035 ล้าน เหลือ 1,180 ล้านบาท
ทั้งนี้สินทรัพย์ที่เป็นค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าผลิตภัณฑ์ภาพยนตร์ ค่าละคร
และลิขสิทธิ์รอตัดบัญชีที่มีบัญชียอดรวมทั้งกลุ่มสูงขึ้นถึง 2,862 ล้านบาท
ในปี 2545 เพราะว่าเร่งผลิตรายการละครแก้ปัญหาขาดแคลนปี 2544-45 ปรากฏว่าในปี
2546 สภาพเริ่มปกติ ต้นทุนค่ารายการคงยกยอดสุทธิไปเหลือแค่ 1,464 ล้านกว่าบาท
และไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มเป็น 1,518 ล้านบาท
ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 19% หรือรวมประมาณ 3,496
ล้านบาท เพราะปรับเพิ่มค่าตอบ แทนของพนักงานและต้นทุนค่าใช้จ่ายการขายเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การย้ายจากเอ็มโพเรียมไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่อาคารมาลีนนท์
ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมปีนี้ BEC ได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว โดยอัตราค่าเช่า
320 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่า
ราคาหุ้น BEC นับจากวันแตกพาร์ 1 บาท จำนวน 2,000 ล้านหุ้นที่เพิ่มมาร์เก็ตแคป
มูลค่าไม่ต่ำกว่า 45,200 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จนถึงไตรมาสแรกปีนี้อยู่ในภาวะขาลงที่ผกผันกับหุ้นไอทีวีที่ราคาสูงขึ้น
เพราะรับปัจจัยบวกจากข่าวอนุญาฯ และข่าวไตรภพย้ายวิก ขณะที่หุ้น BEC มีราคาปิด
ณ 17 พ.ค.ปิดที่ 16.10 บาท ปัจจุบันตระกูลมาลีนนท์มีสัดส่วนถือหุ้น BEC 56.8%
โดยประวิทย์ มาลีนนท์ถือหุ้น 11.42%
อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินของบีอีซีเวิลด์ยังแข็งแรง มีฐานะเงินสดสุทธิถึง
3,325 ล้านบาท ที่นักลงทุนยังมองว่าเป็นผู้นำในวงการโทรทัศน์ที่แข็งแรง ไม่มีหนี้สิน
และหุ้น BEC สามารถจ่ายปันผลในระดับน่าสนใจต่อเนื่อง จนเป็นที่คาดหวังว่าปีนี้จะกำไรสุทธิ
2,101 ล้านบาท และจะสามารถจ่ายปันผลขั้นต่ำหุ้นละ 1 บาท คำแนะนำของโบรกเกอร์จึงเสนอ
"ซื้อ" แบบทยอยสะสม
