Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2547








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2547
บีอีซีเวิลด์ King of cash             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข
 

   
related stories

Channel 3 New Episode
ฮ่องกง content center
ผลดำเนินงานบริษัทบีอีซี เวิลด์ (ปี 2000-2003)

   
www resources

โฮมเพจ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3

   
search resources

บีอีซี เวิลด์, บมจ.
สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท.
TV




อายุสัมปทานของสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ยังเหลือเวลาอีก 16 ปี แต่กระนั้นก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐอยู่เสมอ แต่ด้วยสไตล์การบริหารแบบอนุรักษนิยมของเจ้าของอย่างตระกูล "มาลีนนท์" ทำให้ฐานะการเงินยังแข็งแรง และร่ำรวยในฐานะ King of cash ที่มีกระแสเงินสด (Free cash flow) เป็นสภาพคล่องกว่า 3 พันล้าน

ดูจากผลดำเนินงานในปี 2546 ของบีอีซีเวิลด์และบริษัทในเครือ 25 กิจการได้ขยายตัวช้าๆ ฐานสินทรัพย์รวมมีไม่ต่ำกว่า 6,892 ล้านบาท และมีผลกำไรสุทธิปีที่แล้วโตเพิ่มขึ้นถึง 18% หรือเป็นเงินกำไร 1,969.85 ล้านบาท (กำไร 0.98 บาทต่อหุ้น) จากรายได้รวม 6,239.04 ล้านบาท (ดูตาราง)

ล่าสุดผลงานไตรมาสแรกของปี 2547 รายได้ของบีอีซีเวิลด์ ต่ำกว่าเดิม 100 ล้านบาท โดย 3 เดือนแรกของปีนี้ทำรายได้รวม 1,420 ล้านบาท เทียบกับเงินรายได้ 1,520 ล้านบาทในไตรมาสสี่ปีที่แล้ว เป็นผลจากการห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ของรัฐ

ยิ่งดูผลกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ที่ประกาศ 431 ล้านบาท ถ้าหักการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม 26 ล้าน จะมีกำไรจริงๆ 405 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 542 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีที่แล้วถึง 25% ทีเดียว

สาเหตุของกำไรที่ต่ำกว่าคาดนี้ ว่ากันตามเนื้อผ้าก็มาจากต้นทุนการผลิตหนังเรื่องทวิภพและต้นทุนละคร สูงกว่าการนำเข้าภาพยนตร์ชุดจากไต้หวันมาฉายในปีที่แล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีกจาก 12% เป็น 14% รวมถึงภาระภาษีจ่ายเพิ่มจาก 25% เป็น 29% ของกำไรด้วย

ขณะที่ปัจจัยด้านรายได้ค่าโฆษณาลดลง 2% จากปลายปีที่แล้ว 1,326 เหลือ 1,299 ล้านบาทในไตรมาสแรกนี้ ทั้งนี้เพราะผลกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐช่วงปลายปีที่แล้ว ที่ห้ามโฆษณาสุราเบียร์ตั้งแต่ตีห้าถึงสี่ทุ่ม แม้ว่ารายได้จากโฆษณาสุราเบียร์นั้นแค่ 4% ของเม็ดเงินโฆษณาในทีวีที่สูงถึง 11,173 ล้านบาท ในไตรมาสแรกก็ตาม

แต่ช่อง 3 แก้เกมธุรกิจนี้โดยปรับค่าโฆษณาช่วงไพร์มไทม์ขึ้น 8-12% ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อชดเชยการขายโฆษณาที่ลดลงจากนโยบายรัฐห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ดังกล่าว

โดยรวมเรตติ้งสถานีช่อง 3 มีส่วนแบ่งผู้ชมประมาณ 25% ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างช่อง 7 สีซึ่งมีส่วนแบ่งสูงสุด 40%

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างปี 2543-2546 สินทรัพย์รวมของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ที่เคยมีอยู่ 8,532.72 ล้านบาท ในปี 2545 ได้ลดลงเหลือ 6,892.35 ล้านบาท หรือลด -19% ในปีที่แล้วแต่เพิ่มเป็น 7,437 ล้านบาทในไตรมาสแรกปี 2547 นี้เอง

สาเหตุเพราะว่าปลายปีที่แล้ว บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลพิเศษ 2,000 ล้านบาท ทำให้ในส่วนผู้ถือหุ้นที่มีกำไรสะสมลดลงจาก 2,740 ล้านเหลือ 1,010 ล้านบาท และในบัญชีสินทรัพย์หมุนเวียน กลุ่มได้ปรับเม็ดเงินลงทุนชั่วคราวลงในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นลงจาก 60% เหลือ 30% เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนระยะสั้นในสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงจาก 3,035 ล้าน เหลือ 1,180 ล้านบาท

ทั้งนี้สินทรัพย์ที่เป็นค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าผลิตภัณฑ์ภาพยนตร์ ค่าละคร และลิขสิทธิ์รอตัดบัญชีที่มีบัญชียอดรวมทั้งกลุ่มสูงขึ้นถึง 2,862 ล้านบาท ในปี 2545 เพราะว่าเร่งผลิตรายการละครแก้ปัญหาขาดแคลนปี 2544-45 ปรากฏว่าในปี 2546 สภาพเริ่มปกติ ต้นทุนค่ารายการคงยกยอดสุทธิไปเหลือแค่ 1,464 ล้านกว่าบาท และไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มเป็น 1,518 ล้านบาท

ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 19% หรือรวมประมาณ 3,496 ล้านบาท เพราะปรับเพิ่มค่าตอบ แทนของพนักงานและต้นทุนค่าใช้จ่ายการขายเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การย้ายจากเอ็มโพเรียมไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่อาคารมาลีนนท์ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมปีนี้ BEC ได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว โดยอัตราค่าเช่า 320 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่า

ราคาหุ้น BEC นับจากวันแตกพาร์ 1 บาท จำนวน 2,000 ล้านหุ้นที่เพิ่มมาร์เก็ตแคป มูลค่าไม่ต่ำกว่า 45,200 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จนถึงไตรมาสแรกปีนี้อยู่ในภาวะขาลงที่ผกผันกับหุ้นไอทีวีที่ราคาสูงขึ้น เพราะรับปัจจัยบวกจากข่าวอนุญาฯ และข่าวไตรภพย้ายวิก ขณะที่หุ้น BEC มีราคาปิด ณ 17 พ.ค.ปิดที่ 16.10 บาท ปัจจุบันตระกูลมาลีนนท์มีสัดส่วนถือหุ้น BEC 56.8% โดยประวิทย์ มาลีนนท์ถือหุ้น 11.42%

อย่างไรก็ตาม ฐานะการเงินของบีอีซีเวิลด์ยังแข็งแรง มีฐานะเงินสดสุทธิถึง 3,325 ล้านบาท ที่นักลงทุนยังมองว่าเป็นผู้นำในวงการโทรทัศน์ที่แข็งแรง ไม่มีหนี้สิน และหุ้น BEC สามารถจ่ายปันผลในระดับน่าสนใจต่อเนื่อง จนเป็นที่คาดหวังว่าปีนี้จะกำไรสุทธิ 2,101 ล้านบาท และจะสามารถจ่ายปันผลขั้นต่ำหุ้นละ 1 บาท คำแนะนำของโบรกเกอร์จึงเสนอ "ซื้อ" แบบทยอยสะสม

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us