บอร์ดตลท.มีมติปรับเกณฑ์ย้ายบจ. REHABCO กลับหมวดปกติ โดยพิจารณากระแสเงินสดรวมของกิจการ
พร้อมอนุมัติตลท.เดินหน้าพัฒนาตลาดตราสารหนี้ และยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนหุ้นกู้ถึงสิ้นปี
2548 ด้านกรรมการตลาดหลักทรัพย์ซีกโบรกเกอร์ที่จะหมดวาระลง 3 คน สมาคมบล.ได้มีการเลือก
ตั้งแล้ว ได้แก่ กัมปนาท โลหะเจริญวนิช, อัศวินี ไตลังคะ, ทรงเดช ประดิษฐสมานนท์
นางภัทรียา เบญจพลชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการตลท.
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ได้พิจารณาเกี่ยวกับหลัก เกณฑ์การพิจารณาย้ายบริษัทจดทะเบียน
จากหมวด REHABCO (บริษัทที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ) กับหมวดอุตสาหกรรมปกติ
และได้ปรับแนวทางจากเดิมที่พิจารณากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from
Operation: CFO) ภายหลังรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายเป็นบวกเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่ง มาเป็นการพิจารณากระแสเงินสดโดยรวมของกิจการ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าบริษัทมีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
เดิมหลักเกณฑ์การพิจารณาบริษัทที่จะย้ายจากหมวด REHABCO ไปยังหมวดปกติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
28 มีนาคม 2546 เป็นต้นมา ประกอบด้วย 5 หลักเกณฑ์ ได้แก่ 1) บริษัทต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก
2) มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก 3 ไตรมาสติดต่อกัน หรือ 1 ปี 3) มีการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าร้อยละ
75 ของมูลหนี้ทั้งหมดของ บริษัทและสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด 4) มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
(CFO) ภายหลังรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าศูนย์ 5) มีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพ
ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
เมื่อคณะกรรมการตลท.ได้ปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะทำให้บริษัทจดทะเบียนในหมวด
REHABCO ที่มีความแข็งแรงเพียงพอสามารถย้ายกลับหมวดปกติได้ โดยไม่ติดเกณฑ์ที่ CFO
ของบริษัทต้องเป็นบวกเท่านั้น
"เนื่องจากคณะกรรมการเห็นว่าเกณฑ์ในเรื่องของ CFO ไม่ใช่ปัจจัยหลักหรือปัจจัยเดียวที่ตลท.จะนำมาตัดสินว่าบริษัท มีสภาพคล่องหรือฐานะการเงินดี และมีความแข็งแรงเพียงพอที่ จะย้ายกลับหมวดปกติ เพราะการที่บริษัทมี
CFO เป็นลบ หรือติดลบอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ได้ เพราะปัจจุบันหลายบริษัท ที่ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จแล้ว
และเริ่มดำเนินธุรกิจตามปกติ ก็อาจมีความต้องการที่จะเร่งขยายงานในด้านต่างๆ ซึ่งอาจทำให้
CFO ติดลบ นอกจากนี้ การพิจารณากระแสเงินสดโดยรวมของกิจการก็จะทำให้เห็นภาพรวมฐานะการเงินของบริษัทได้ครอบคลุมมากกว่า" รองผู้จัดการกล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการตลท. ได้อนุมัติแผนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ พร้อมทั้งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ออกไปถึงสิ้นปี 2548 ซึ่งขยาย เวลาจากเดิมสิ้นสุด 31 มีนาคม 2547 ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนที่มีการออกหุ้นกู้ นำเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น
"คณะกรรมการตลท.ได้อนุมัติแผนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ซึ่งมุ่งพัฒนา 5 ด้านหลัก
ได้แก่ ด้านการเพิ่มจำนวน ผู้ลงทุน ด้านการเพิ่มจำนวนและความหลากหลายของตราสารหนี้
ด้านการปรับปรุงระบบซื้อขายและการเข้าถึงข้อมูล ด้านการพัฒนาข้อมูลการลงทุน และด้านการให้ความรู้เรื่องตราสารหนี้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง" นางภัทรียากล่าว
แผนการดำเนินงานที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มจำนวนบริษัทสมาชิกที่ให้บริการซื้อขายตราสารหนี้
รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบัน อาทิ ธนาคาร กองทุนรวม ส่งคำสั่งซื้อขายตราสาร
หนี้ได้เองเพื่อความสะดวก นอกจากนี้ จะเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายตราสารหนี้ โดยจะประสานงานกับธนาคารให้มีการทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อทำหน้าที่ Market maker รวมทั้งยังได้ศึกษาแนวทางการขอยกเว้นกำไรที่ได้จากการซื้อขายตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมให้มีการซื้อขายตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น
ด้านการเพิ่มจำนวนและความหลากหลายของตราสารหนี้ มีการจัดทีมการตลาดเพื่อส่งเสริมการเพิ่มจำนวน
และประเภทของตราสารหนี้ที่เข้าจดทะเบียนนอกเหนือจากหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ
รวมทั้งจะศึกษาแนวทางการนำตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น
IFC (International Finance Corporation) ธนาคารโลก เป็นต้น เข้าจดทะเบียนด้วย
"เพื่อให้บริการข้อมูลแก่ผู้ลงทุนได้มากขึ้น ตลท.จะเพิ่มเครื่องคอมพิวเตอร์แสดงข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้ให้บริษัทสมาชิก จากปัจจุบัน 100 จอ เป็น 300 จอ รวมทั้งจะพัฒนาระบบซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตให้ผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นกู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และจะเพิ่มข้อมูลเรียลไทม์ในระบบข้อมูล SET Smart และเว็บไซต์ จากปัจจุบันที่มีการเผยแพร่ในรูปแบบตัววิ่งแบบเรียลไทม์ทางหน้าจอโทรทัศน์ของไอทีวี โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปีนี้ ส่วนด้านการให้ความรู้ จะมีการจัดกิจกรรมและจัดทำสื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง" รองผู้จัดการกล่าว
ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการตลท. ยังได้อนุมัติการ เตรียมแผนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในระยะยาว
เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณตราสารหนี้จากทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะมีเพิ่มมากขึ้น
และเพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดรองตราสาร หนี้ในต่างประเทศได้
"คณะกรรมการตลท.มีความเห็นว่า ตลาดรองตราสารหนี้ ในประเทศไทยต้องปรับตัวให้พร้อมรองรับปริมาณหุ้นกู้ที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งพันธบัตรจากภาครัฐบาลและเอเชียบอนด์ ซึ่งกระทรวงการคลังได้เริ่มทยอยออกมาจำหน่าย
แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว หากไม่มีการเตรียมการที่ดี ตราสารหนี้ที่มีจำนวนมากขึ้นจะหันไปจดทะเบียนและไปใช้บริการในตลาดรองตราสารหนี้ในต่างประเทศ ตลท.จึงต้องเตรียมการให้ตลาดรองตราสารหนี้ของไทยสามารถแข่งขันกับตลาดรองตราสารหนี้ในต่างประเทศได้"
นางภัทรียากล่าว
ตลาดตราสารหนี้ได้เปิดการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา โดยมีหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน
7 บริษัท มูลค่า 152,648 ล้านบาท ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายตราสารหนี้อย่างสม่ำเสมอ
4 ราย ได้แก่ บล.ไทยพาณิชย์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) บล.ธนชาติ และบล.เอบีเอ็น แอมโร
เอเชีย โดยหุ้นกู้ที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือหุ้นกู้ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด
(มหาชน)
ส่วนความเคลื่อนไหวทางด้านการเลือกตั้งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ในส่วนที่มาจากการเลือกตั้งของบริษัทสมาชิก
(โบรกเกอร์) แทนกรรมการที่จะหมดวาระลงนั้น แหล่งข่าวจาก โบรกเกอร์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่
28 เมษายน สมาคมบริษัทได้มีการประชุมเพื่อเลือกตั้งผู้ที่จะเข้าไปเป็นกรรมการตลาดหลัก
ทรัพย์ในส่วนของโบรกเกอร์ซึ่งจะหมดวาระ 3 คน ประกอบด้วยนายวิกิต ขจรณรงค์วณิช กรรมการผู้จัดการ
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย),นายจรัมพร โชติกเสถียร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์
และนายทรงเดช ประดิษฐ์สมานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี ซึ่งผลเลือกตั้งบริษัทสมาชิกได้คัดเลือกนางอัศวินี
ไตลังคะ กรรมการผู้จัดการบล.ธนชาติ, นายกัมปนาท โลหเจริญวนิช กรรมการผู้อำนวยการบล.ทรีนีตี้
และนายทรงเดช ที่กลับเข้ามาเป็นกรรมการอีกวาระหนึ่ง ซึ่งกรรม การใหม่นี้จะมีผลในวันที่
1 พฤษภาคมนี้ และจะมีวาระบริหารเป็นเวลา 2 ปี
จะเห็นว่าผลการคัดเลือกครั้งนี้มีตัวแทนจากคนทำธุรกิจโบรกเกอร์ 2 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี
1 คน ทำให้สัดส่วนโครงสร้างกรรมการในโควตาของโบรกเกอร์ได้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมที่กำหนดให้มีตัวแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ 3 คน และคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นกรรมการ 2 คน แต่ได้ปรับเปลี่ยนใหม่เป็นตัวแทนจากโบรกเกอร์
4 คน และคนนอก 1 คน สาเหตุเนื่องจากพิจารณาเห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ควรที่จะหาผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในตลาดทุนเข้ามาบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อตลาดหุ้นโดยรวมของไทย