มิลเลนเนียม สตีล ฟุ้งการเดินทางโรดโชว์ให้ข้อมูลนักลงทุน สถาบันต่างชาติประสบความสำเร็จ
รอจังหวะตลาดหุ้นหยุดผันผวน จึงจะทำบุ๊ก บิลด์เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กองทุนฯทั้งในและต่างประเทศ
ยันราคาเสนอขายต้องไม่ต่ำกว่า 2.30 บาท ซึ่งเงินที่ได้จะนำมาชำระคืนหนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท
หลังจากนั้นจะทำการรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลือ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย มั่นใจปีนี้มียอดขาย
1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50% เนื่องจากปริมาณและราคาเหล็กเส้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
นายสันติ ชาญกลราวี กรรม การผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลเลนเนียม สตีล จำกัด (มหาชน)
(MS) เปิดเผยความคืบหน้าในการขายหุ้นสามัญเพิ่ม ทุนที่เหลืออยู่จำนวน 1,822 ล้านหุ้นให้
กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ว่า บริษัทฯได้เดินทางไป นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
และเแนวโน้มเศรษฐกิจไทยต่อนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ลอนดอน
นิวยอร์ก และบอสตันในช่วงปลายกุมภาพันธ์-กลาง มีนาคมที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนให้ความสนใจและเชื่อมั่นในธุรกิจของบริษัท
ซึ่งหลังจากการโรดโชว์ครั้งนี้ บริษัทฯจะรอดูจังหวะตลาดหุ้นมีเสถียรภาพ จึงจะให้นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ
แสดงความต้อง การซื้อหุ้น(บุ๊ก บิลด์) เพื่อกำหนดราคา เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว
เดิมบริษัทฯจะขายหุ้นเพิ่มทุนให้ PP ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ แต่เนื่องจากตลาดไม่เอื้ออำนวย
จึงต้องเลื่อนไปเป็นไตรมาส 2 อย่างช้า
อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนส่วนที่เหลือไม่ต่ำ กว่า 4.6
พันล้านบาท โดยบริษัทฯจะนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้ทั้งหมดจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นบริษัทฯจะดำเนินการรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลือ
ซึ่งขณะนี้เจ้าหนี้แบงก์รายใหญ่ก็เห็นด้วยในหลักการแล้ว
"เดิมเราเคยคิดจะขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ PP ในช่วงไตรมาส 1/2547 แต่ภาวะตลาดไม่เอื้อจึงต้องเลื่อนออกไป
สำหรับราคาเสนอขายหุ้น สามัญเพิ่มทุน จะไม่ต่ำกว่าราคาหุ้นที่ได้จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม
ที่ระดับราคา 2.30 บาท/หุ้น เพราะไม่ต้อง การให้ผู้ถือหุ้นเสียความรู้สึก โดยหวังว่าได้เงินไม่ต่ำกว่า
4.5 พันล้านบาท ในช่วงที่บริษัทไปโรดโชว์นั้น ราคาหุ้นMS อยู่ในระดับที่แย่ที่สุด
ก็ยังคงอยู่ที่ 2.40 บาท/หุ้น ซึ่งกองทุนต่างชาติก็ให้ความสนใจมาก"
นายสันติ กล่าวต่อไปว่า หากแนวโน้มตลาดหุ้นไม่ดีขึ้น บริษัทฯอาจ ทำการรีไฟแนนซ์หนี้เดิมก่อนก็ได้
ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีภาระหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1.1 หมื่น ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยจ่าย
MLR หรือบริษัทฯมีภาระดอกเบี้ยจ่าย ปีละ 600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯคาดว่า การรีไฟแนนซ์
จะทำให้ดอกเบี้ยลดลง อยู่ที่อัตรา MLR-1 รวมทั้งระยะเวลาการกู้ยืมเงินจะสั้นลงเหลือเพียง
7-8 ปี จากปัจจุบันอายุหนี้เงินกู้ระยะยาว 11 ปี
ก่อนหน้านี้ บริษัทฯได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2 พันล้านหุ้น จัดสรรให้นักลงทุนเฉพาะเจาะจง
1.46 พันล้านบาท และที่เหลือจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิม โดยผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิซื้อ
หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 32% คิดเป็น จำนวน 178 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.30 บาท คงเหลือหุ้นที่จะขายให้นักลงทุนเฉพาะเจาะจง
1,822 ล้านหุ้น ทั้งนี้บริษัทจะเน้นขายหุ้นให้กองทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่จะไม่ขายให้พันธมิตรทางธุรกิจ
ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 1.5 หมื่นล้าน
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/ 2547 บริษัทฯจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เทียบกับไตรมาส
1/ 2546 ที่มีกำไรสุทธิ 39.4 ล้านบาท เนื่องจาก ปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น
8 หมื่นตันต่อเดือน เมื่อเทียบ กับไตรมาส 1/2546 ที่มีกำลังการผลิต อยู่ที่ 6 หมื่นตันต่อเดือน
และราคาขาย เหล็กเส้นเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตันละ 1.6 หมื่นบาทในช่วงสิ้นปีที่แล้วเป็น
2 หมื่นบาทต่อตัน
ส่วนผลประกอบการทั้งปี คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 1.5 หมื่นล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้
1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปริมาณและราคาเหล็กเส้นจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูง ทำให้บริษัทฯพลิกกลับมามีกำไร
โดยเชื่อว่าจะล้างขาดทุนสะสมจำนวน 100 ล้านบาทหมดเกลี้ยงภายในปีนี้เช่นกัน
ประเด็นการกลับเข้ามาซื้อขายหุ้นหมวดวัสดุก่อสร้างนั้น คงต้องหารือกับตลาดหลักทรัพย์ฯก่อน
คาดว่าจะกลับเข้ามาซื้อขายในหมวดปกติอย่างช้าภายในไตรมาส 3 ปี 2547
ปัจจุบัน MS เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กเส้นรายใหญ่ของประเทศ โดยมีส่วนแบ่งตลาด
25% โดยปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าผลิตเหล็กเส้น 900,000-1,000,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำลังการผลิต
800,000 ตัน ขณะที่ราคาวัตถุดิบ (เศษเหล็ก) ในต่าง ประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 350 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ราคาบินเลต อยู่ที่ 450-460 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาขายของบริษัทอยู่ที่ 20,000
บาทต่อตัน
"ราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็น ไปตามตลาดโลก หากรัฐบาลมีการควบคุมราคาขาย
เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กชะลอการนำเข้าวัตถุดิบเพราะไม่มั่นใจว่าจะคุ้มการลงทุนหรือไม่
เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการเหล็กส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ NPL ทำ ให้มีวงเงินหมุนเวียนจำกัด
ยิ่งจะเกิดปัญหามากขึ้น และหากรัฐจะเปิดเสรีนำ เข้าเหล็กเส้น ก็เชื่อว่าเหล็กเส้นนำเข้าที่
ราคาถูกกว่าเหล็กเส้นในประเทศคงมีไม่มาก เพราะขณะนี้เหล็กเส้นของไทย ขายต่ำกว่าบางประเทศแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ จีนหรือฮ่องกงก็ตาม" นายสันติกล่าว