พลันที่เห็นข่าวว่ามีนิทรรศการภาพเขียนของบอตติเชลลี (Botticelli) ระหว่างวันที่
1 ตุลาคม 2003 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2004 ที่พิพิธภัณฑ์ลุกซองบูร์ก (Museum
du Luxembourg) ซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังลุกซองบูรก์ (Palais du Luxembourg)
อันเป็นที่ทำการของวุฒิสภา บังเกิดอารมณ์สุนทรีย์ อยากสัมผัส Botticelli
จิตรกรที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 14 บ้าง ได้แต่เห็นภาพ Naissance de Venus
- กำเนิดวีนัส - ในโปสต์การ์ดและนิตยสารต่างๆ นึกในใจว่าคนอะไรเขียนรูปผู้หญิงได้ละมุนละไมขนาดนั้น
หากดูเหมือนว่าผู้คนในปารีสต่างก็มีใจเดียวกัน ด้วยว่าแถวที่รอเข้าชมนิทรรศการในแต่ละวันนั้นยาวหลายกิโลเมตร
ดังนั้น กว่าจะได้ชมก็ล่วงเลยไปหลายเดือนทีเดียว
อันว่า Palais du Luxembourg นั้นเป็นพระราชวังที่ Marie de Medicis ราชินีฝรั่งเศสเชื้อสายอิตาเลียนเป็นผู้สร้าง
หาก Botticelli รู้ คงจะดีใจที่ผลงานของตนเดินทางมาสู่สถานที่แห่งนี้ ด้วยเคยเป็นจิตรกรในอุปถัมภ์ของ
Laurent de Medicis เจ้าเมืองฟลอเรนซ์ นิทรรศการ Botticelli, de Laurent
le Magnifique ภาพ La Calomnie d' Apelle a Savonarole เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ
Botticelli ก็ว่าได้
ภาพเขียนที่นำมาแสดงในนิทรรศการ Botticelli มีทั้งหมด 40 ภาพ มีทั้งสมบัติของประเทศฝรั่งเศสและของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในอิตาลี
วาติกัน สกอตแลนด์ และสหรัฐอเมริกา มีภาพของจิตรกรอื่นในยุคเรอแนสซองส์ด้วย
เช่น Filippino Lippi, Leonardo da Vinci และ Piero di Cosimo ภาพที่โดดเด่นคือ
ภาพ La Calomnie d'Apelle ที่เขาเขียนขึ้นเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นรักร่วมเพศ
ซึ่งมีโทษประหารในสมัยนั้น เขาใช้ตัวละครแทนนามธรรมต่างๆ เช่น การติฉินนินทา
ความจริง ความบริสุทธิ์ เป็นต้น เป็นภาพที่สวยด้วยแสงเงาและมีความลึก ให้รายละเอียดในทุกพื้นที่
ยิ่งเมื่อล้อมกรอบภาพด้วยพลาสติกใสสองชั้นเพื่อป้องกันการจับต้อง ส่งให้ภาพดูลึกยิ่งขึ้น
Botticelli ชอบเขียนภาพพระแม่มารีหลายภาพ แต่ละภาพดูนุ่มตาละมุนละไม สงบ
และเศร้า ในที อีกทั้งจำลองเทพนิยายกรีกออกมาเป็นภาพให้สีสวยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีแดงที่ตัดกับสีอื่นๆ
Sandro Botticelli เกิดใน ค.ศ.1445 ที่เมืองฟลอเรนซ์ เริ่มจาก การฝึกเป็นช่างทอง
แม้บิดาจะเป็น ช่างฟอกหนังก็ตาม เมื่ออายุ 19 ปี หันไปสนใจการเขียนรูปมากกว่า
จึงสมัครเป็นศิษย์ของ Filippo Lippi ซึ่งขณะนั้นเป็นจิตรกรชื่อดังที่สุดของเมืองฟลอเรนซ์
และได้ร่วมเขียนภาพในวิหาร Duomo de Prato เมื่อ Filippo Lippi เดินทางไปเขียนรูปในโบสถ์
เมืองอื่น Botticelli จึงไปฝึกงานกับ Verrocchio ที่นั่นเขาได้พบกับเลโอนาร์โด
ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งอายุอ่อนกว่าเขา 7 ปี ทั้งสามคนเขียนภาพชื่อ
Le bapteme du Christ ร่วมกัน
ในปี 1470 Botticelli เปิดสตูดิโอของตนเอง และได้ Filippino Lippi บุตรชายของครูคนแรกของเขาเป็นลูกศิษย์
เขารับเขียนภาพตามสั่ง ตระกูลใหญ่ๆ ของเมือง ฟลอเรนซ์ต่างให้เขาเขียนรูปให้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูล Medicis เมื่อ Laurent de Medicis ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองฟลอเรนซ์
ได้ส่งเสริมศิลปะและศิลปินของเมือง รับ Botticelli อยู่ในอุปถัมภ์
ในปี 1480 สังฆราช Sixte IV โปรดให้จิตรกรดังสี่คน อันมี Botticelli ร่วมเขียนภาพในโบสถ์ซึ่งภายหลังเรียกชื่อว่าโบสถ์
Sixtine ในวาติกัน Laurent de Medicis เสียชีวิตในปี 1492 และอีกสองปีต่อมา
กษัตริย์ Charles VIII แห่งฝรั่งเศส ยาตราทัพสู่แคว้นทัสคานี เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์
Medicis บาทหลวงโดมินิกันชื่อ Savonarole ต่อต้านสันตะปาปา ปลุกระดมชาวเมืองฟลอเรนซ์เพื่อให้มีการปกครองแบบสาธารณรัฐ
งานศิลป์จำนวนไม่น้อยถูกเผาทิ้ง หนึ่งปีให้หลัง Salvonarole ถูกขับออกจากศาสนาและถูกแขวนคอ
มีผู้พยายามโยงว่า Botticelli เป็น หนึ่งในสาวกของ Savonarole หากก็มีผู้แก้ว่า
Botticelli เศร้าใจต่อกลียุคในเมืองฟลอเรนซ์ จึงให้ความร่วมมือกับ Savonarole
ในการผลิตงานศิลป์ แต่มิได้ร่วมอุดมการณ์
ดูเหมือนว่ายุคทองของ Botticelli จะสิ้นสุดลง แม้เมื่อราชวงศ์ Medicis
จะหวนคืนกลับเมืองฟลอเรนซ์ ทว่าเขาไม่กลับมารุ่งอีกเลย สไตล์การเขียนรูปของเขากลายเป็น
ล้าสมัยเพราะเป็นยุคของเลโอนาร์โด ดา วินชี และไมเคิล แองเจโล ที่เน้นเรื่องกายวิภาคและการใช้สีน้ำมัน
Botticelli เสียชีวิตในปี 1510 และเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวเมืองฟลอเรนซ์อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้เมื่อปลายศตวรรษที่ 16 มีการห้ามนำงานศิลป์ออกจากเมืองฟลอเรนซ์ ไม่มีชื่อของ
Botticelli ในหมู่จิตรกรที่อยู่ในข่าย ต่อเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคก่อนราฟาเอลในอังกฤษ
ที่ผู้คนหันกลับมาชื่นชอบผลงานของ Botticelli
Botticelli เป็นจิตรกรยุคเรอแนสซองส์ที่ปฏิเสธการใช้สีน้ำมัน ไม่สนใจเรื่องกายวิภาค
ตัวละครในรูปของเขาจึงไม่มีสรีระที่ถูกต้อง หากความโดดเด่นของผลงานของเขา
อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ แสง และขนาดตัวละคร ให้ความสำคัญกับความลึกของภาพ
สีหน้า ความเคลื่อนไหว ของตัวละครและเครื่องแต่งกายที่ดูไหวพลิ้ว
น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ไม่สามารถรวบรวมผลงานเด่นๆ ของ Botticelli อย่าง
La naissance de Venus - กำเนิดวีนัส หรือ Le printemps - ฤดูใบไม้ผลิ -
ได้ เพราะไม่อาจพรากจากพิพิธภัณฑ์ที่เป็นเจ้าของ ด้วยข้อจำกัดที่ว่า นักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองนั้นๆ
เพื่อชมภาพนั้นโดยเฉพาะ โดยมารยาทแล้ว จึงไม่สามารถเอ่ยปากขอยืมได้
นิทรรศการที่จัดในบริเวณเดียวกับที่ทำการของวุฒิสภาจำต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง
การตรวจ บัตรใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งห้ามมิให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไป การเข้าชมนิทรรศการนั้นทำได้สองวิธี กล่าวคือจองบัตรล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ตและเข้าชมตามวันเวลาที่กำหนดได้เลย
โดยไม่ต้องเข้าแถวซื้อบัตร หรือเข้าแถวรอซื้อบัตร ซึ่งต้องเสียเวลารอนานท่ามกลางความหนาวและสายฝนในบางวัน
หลังจากพลาดหลายครั้ง ตัดสินใจไปตอนค่ำ ประมาณหกโมงเย็น เจ้าหน้าที่ให้รอสักครู่หนึ่ง
เพื่อให้ผู้ชม ออกมาส่วนหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงปล่อยคนข้างนอกเข้าไป หลังจากชมนิทรรศการแล้ว
และอ้อยอิ่งอยู่ในบริเวณที่ขายหนังสือและภาพเกี่ยวกับนิทรรศการ เพราะรู้สึกต้องใจไปเสียหมด
ซึ่งในบริเวณนี้ได้มีการฉายวิดีโอประกอบคำบรรยายภาพเขียนของ Botticelli ด้วย