พอดีกับสถานการณ์ไข้หวัดนกพ่นพิษ ทำเอาการส่งออกสะดุดจนเศรษฐกิจเริ่มซวนเซ
งานสัมมนา Owen G. Kenan ประจำปี 2547 ที่ถูกจัดขึ้นในหัวข้อ "อุตสาหกรรมอาหารไทย
: สิ่งท้าทายและโอกาสในตลาดโลก" เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย เป็นเจ้าภาพหลัก จึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนเก้าอี้แทบไม่พอ
ในงานนี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดและแสดงวิสัยทัศน์
"ความจำเป็นในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย"
อาศัยวิกฤติของสถานการณ์สร้างโอกาสในการประกาศนโยบายเชิงรุก นอกเหนือจากการประกาศให้ปี
2547 เป็น Food Safety Year ว่ารัฐบาลได้กำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นหัวหอก
ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ เพราะ เชื่อมั่นใน core competency
และ local content ด้านนี้ที่มีสูงอยู่แล้ว
"อุตสาหกรรมอาหารช่วยเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตร เชื่อมไปถึงระดับรากหญ้า
ซึ่งตรงกับแนวคิด local link, global reach หมายความว่าเราสามารถเชื่อมไปถึงโลกโดยการเอาอาหารส่งออกสู่โลก
แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงถึงสายสัมพันธ์ทั้งหมดของเศรษฐกิจภายในประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอาหาร ที่โยงถึงภาคบริการ และธุรกิจโลจิสติกส์"
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ท้าทายคือการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก
ที่ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการเชิงคุณภาพและสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจึงต้องปฏิรูปทั้งระบบ
จากฟาร์ม โรงงาน ร้านอาหาร ช่องทางการขนส่ง ไปจนถึงร้านค้าปลายทาง ซึ่งการดำเนินงานในระยะสั้นคือ
การควบคุมฟาร์มปศุสัตว์ให้ปรับรูปแบบเป็นฟาร์มมาตรฐาน แผนระยะกลางและระยะยาว
คือการสร้าง Value Chain ให้สมบูรณ์ทั้งระบบ รวมถึงร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่มีอยู่ประมาณ
7,000 ร้านทั่วโลก ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายที่สำคัญและมีผลต่อภาพลักษณ์อาหารไทยโดยรวม
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการเป็นยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมอาหารโลก
ด้านธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
(มหาชน) กล่าวว่าตลาดอาหารโลกภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) จะมีอุปสรรคด้านข้อกีดกันทางการค้าที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น
และการพัฒนาเทคโน โลยีล้ำหน้าเพื่อตรวจจับสิ่งปนเปื้อน มีผลต่อผู้ผลิตให้ต้องพัฒนา
เทคโนโลยีของตนเองให้ดียิ่งขึ้น และต้องหันไปรับมือกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
เช่น อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิต เบาหวาน
"อุตสาหกรรมอาหารยังมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวอีกมาก ปัจจัยสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ
ปลอดสารพิษ และต้นทุนต่ำ สิ่งที่ไทยควรจะทำและมีความเป็นไปได้ก็คือ สร้างฐานวัตถุดิบในประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆ
ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปลงทุนในประเทศที่ 3
ที่ได้รับการยกเว้นภาษีจากประเทศคู่ค้าปลายทาง ยิ่งจะเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้อุตสาหกรรมการส่งออกอาหารไทยได้มาก"
โดยในภาพรวมนั้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองออกไปข้างนอก
การลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศใกล้เคียง เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย
พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน จะเป็นเครือข่าย ตลาดขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้
นอกเหนือจากการส่งวัตถุดิบกลับมายังไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนการส่งออก
ซึ่งหากทำได้จริงอย่างที่ว่า ฝันของไทยที่จะเป็นยักษ์ใหญ่ อุตสาหกรรมอาหารโลก
ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม