Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2543








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2543
Driving Customer Equity             
 





Driving Customer Equity เป็นหนังสือที่ไม่ได้มองลูกค้าว่าเป็นเพียงแหล่งรายได้ขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานสำคัญของการเติบโตขององค์กรในระยะยาวทีเดียว และการพิจารณาคุณค่าของลูกค้าที่ผ่านมามักเป็นกระบวนการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่อิงกับเรื่องรายได้ ต้นทุนการบริการและการรักษาลูกค้า รวมทั้งระยะเวลาที่คาดหมายว่าลูกค้าจะผูกพันกับองค์กร ทว่า ผู้เขียนมีมุมมองต่างไปจากนี้และยังได้แตกประเด็นเกี่ยวกับคุณค่าของลูกค้าเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ

1. คุณค่าที่เกิดจากความรับรู้เข้าใจของลูกค้าต่อคุณค่าของสินค้าหรือบริการที่องค์กรผลิตขึ้น ซึ่งจะอิงอยู่กับคุณภาพสินค้า หรือบริการ ราคาและความสะดวก

2. คุณค่าที่โยงกับยี่ห้อสินค้า เกิดจากความรับรู้เข้าใจของลูกค้าต่อยี่ห้อสินค้าโดยอิงอยู่กับเกณฑ์ทางด้านอารมณ์มากกว่าเหตุผล

3. คุณค่าทางด้านการคงรักษาหมายถึงคุณค่าที่ได้มาจากการที่ลูกค้ายังคงความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับองค์กร ซึ่งเกิดจากความจงรักภักดีต่อองค์กร การจดจำได้ ความรู้สึกคุ้นเคย การสร้างความเป็นชุมชนร่วมและการสร้างฐานความรู้ ซึ่งล้วนแต่เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าในแง่การรักษาลูกค้า

นอกจากจะระบุถึงปัจจัยผลักดันในการสร้างคุณค่าของลูกค้าแล้วผู้เขียนยังกล่าวถึงปัจจัยย่อยอีกหลายประการ อาทิ กิจกรรมเฉพาะบางประการ กระบวนการและโครงการที่มีผลกระทบกับคุณค่าของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น การที่จะวัดคุณภาพโดยรวมขององค์กรได้นั้น มีวิธีการหนึ่งก็คือการวัดที่คุณภาพของกระบวนการหลักของบริษัทตั้งแต่ตัวสินค้า ยอดขาย การซ่อมแซม และการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้ก็ยังแตกต่อไปเป็นกระบวนการย่อยๆ ต่อไปได้อีก เช่น คุณภาพของสินค้าจะขึ้นกับกระบวนการย่อยๆ ในเรื่องความน่าเชื่อถือ ความสะดวกในการใช้งานและรูปร่างลักษณะของสินค้า เป็นต้น และตัวอย่างที่ผู้เขียนยกไว้ก็คือกรณีของเฟเดอรัล เอ๊กซเพรสซึ่งใช้เรื่องคุณภาพในการจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งเป็นตัวสร้างคุณค่า

ในขั้นต่อไป เป็นการที่ต้องรู้ว่าจะลงทุนเพื่อปรับปรุงคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าได้อย่างไร และการลงทุนดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบกลับคืนมาเป็นกำไรเสมอไปด้วย โดยยกตัวอย่างวิธีการคำนวณผลกำไรของโฆษณาเพื่อประเมินผลกระทบของกลยุทธ์การโฆษณาในการสร้างคุณค่าของยี่ห้อสินค้า และเมื่อจะประเมินคุณค่าก็ใช้การคำนวณผลตอบแทนในเชิงคุณภาพหรือในเชิงความสะดวกเป็นตัวกำหนดผลกระทบทางการเงินในการปรับปรุงด้านต่างๆ

บทสุดท้ายเป็นการพูดถึงพีระมิดลูกค้าซึ่งจัดแบ่งฐานลูกค้าเป็นสี่ส่วนตามความสามารถในการทำกำไร ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าบริษัทจะใช้แนวคิดในเรื่องคุณค่า ยี่ห้อสินค้า และคุณค่าในการรักษาฐานลูกค้าในการพัฒนากลยุทธ์ที่จะผลักดันให้ลูกค้าขึ้นสู่ยอดพีระมิดได้อย่างไร เป็นหนังสือคู่มือการปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะปวดหัวกับทฤษฎีที่ซับซ้อน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us