บิ๊กแสนสิริเร่งเครื่องขยายตลาดอสังหาฯผุดโครงการ ใหม่เพียบ ทั้งบ้านเดี่ยว-คอนโดฯมูลค่ากว่า 20,000 ล้านเศษ ใช้เงินลงทุน 13,000 ล้านบาท จากส่วนเงินเพิ่มทุน 3,000 ล้านบาท คาดสัดส่วนD/E ต่ำกว่า 1 เท่าได้ พลิกแนวขายโครงการเดิม สร้างเสร็จก่อนขาย ระบุโครงการใหม่และเก่าช่วยให้มีสินค้าออกสู่ตลาดถึง 3 ปี
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการลงทุนโครงการใหม่ในปีนี้ว่า
จะมีการเพิ่มขึ้นโดยมีการลงทุนซื้อที่ดินใหม่ในทำเลที่เหมาะสม และมีการวางแผนการพัฒนาโครงการไว้แล้ว
แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 6 ทำเล มูลค่าโครงการ 17,850 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียมย่านใจกลางธุรกิจอีก
2 ทำเล และกำลังหาที่ดินเพิ่มอีก 2 ทำเล มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการเฉพาะแผนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ประมาณ
20,850 ล้านบาท ซึ่งจากผลการวิจัยของบริษัทพบว่า ทุกทำเลที่คัดเลือกมามีความเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งในด้านความต้องการของลูกค้า การพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนที่มีคุณภาพ เช่น โครงการบ้านเดี่ยวย่านถนนปัญญา
รามอินทรา ขนาดพื้นที่ 153 ไร่ จำนวน 487 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,253 ล้านบาท ซึ่งเป็นทำเลที่มีอัตราเจริญเติบโตอย่างดีจากการขยายตัวของระบบสาธารณูปโภคของสนามบินแห่งชาติ
แห่งที่ 2 (หนองงูเห่า)
สำหรับแผนการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม นายเศรษฐากล่าวว่า แม้ตลาดโดยรวมแล้วจะมีผู้ประกอบการลงทุนค่อนข้างมาก
แต่รูปแบบการเปิดโครงการไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่หลายตึก แต่จะเป็นโครงการขนาดเล็กๆ
ทำให้ดูเหมือนว่าโครงการที่เปิดในตลาดมีเยอะ ซึ่งพิจารณาแล้วจำนวนยูนิตจะมีปริมาณไม่มาก
ส่วนของบริษัทในปีนี้จะเปิดเพิ่มขึ้น 4 โครงการ โดยมีการลงทุนซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการแล้ว
2 ทำเล อีก 2 ทำเลใกล้จะได้ข้อสรุปในการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการ นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น
โดยนำรายได้จากยอดการโอนไปลงทุน
"โครงการใหม่นี้บริษัทใช้เงินลงทุนจากส่วนเงินเพิ่มทุน ที่คาดว่าภาย ในเดือนพฤษภาคมนี้จะเข้ามา
3,000 ล้านบาท และรายได้จากการโอนขาย โครงการในปี 2546 มียอดขาย 9,400 ล้านบาท
ซึ่งทยอยรับรู้ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2548 รวมเงินลงทุนที่เข้ามาพัฒนาโครงการใหม่ประมาณ
13,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการ 17,850 ล้านบาท โดยในปีนี้อัตราเติบโตรายได้ ของบริษัทจะมีหลายเท่าตัว
คาดว่าจะมีรายได้จากการขายประมาณ 13,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมจากรายได้ของธุรกิจโรงแรม
1,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% ของรายได้ทั้งหมด ทั้งนี้โครงการใหม่และเก่าจะทำ
ให้บริษัทมีโครงการพัฒนาไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี" นายเศรษฐากล่าว
นายเศรษฐา กล่าวว่าส่วนโครงการบ้านเดี่ยวตามแผนงานเดิม ที่บริษัทได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี
2546 มีจำนวน 6 โครงการ โดยจะทยอยเปิดตัวบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย ตั้งแต่ช่วงกลางไตรมาส
1 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามสภาพตลาดที่เกิดขึ้น โดยโครงการที่จะดำเนินการประกอบด้วย
โครงการบ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67, โครงการนาราสิริ พัฒนาการ, โครงการเศรษฐสิริ ปัญญา-รามอินทรา,
โครงการเศรษฐสิริ สนามบินน้ำ, โครงการสราญสิริ รังสิตคลอง 2 รวมถึงโครงการนาราสิริ
สาทร-วงแหวน ที่เปิดขายบ้านสร้างเสร็จก่อนขายมาตั้งแต่กลางปี 2546 ซึ่งจะทำให้มีบ้านสร้างเสร็จในเฟสอื่นๆ
ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดโครงการมีมูลค่าทั้งสิ้น 14,473 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากนับจำนวนบ้านเดี่ยวตามแผนพัฒนาโครงการเดิมและแผนใหม่ มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ
3,200 ยูนิต มูลค่าโครงการบ้านเดี่ยวรวมประมาณ 35,500 ล้านบาท และเมื่อรวมกับแผนการพัฒนาโครง
การคอนโดมิเนียมแล้ว บริษัทจะมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นประมาณ 38,500 ล้านบาท
นายเศรษฐากล่าวถึงผลจากการเพิ่มทุนว่า ทำให้เงินกองทุนของบริษัทมีความแข็งแกร่ง
เพียงพอต่อการขยายฐานทางธุรกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่ามูลค่าโครงการขายที่อยู่อาศัยของบริษัทจะมีอัตราเติบ
โตมาก แต่การดำเนินธุรกิจต้องยึดหลักการลงทุนในอัตราที่เหมาะสม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการรักษาระดับหนี้สินต่อทุน(D/E)
ให้อยู่ต่ำกว่า 2 เท่าต่อ 1 ซึ่งหลังเงินเพิ่มทุนมาแล้วจะทำให้ D/E ต่ำกว่า 1 เท่าได้
จากปัจจุบัน อยู่ระดับ 1.4 เท่า นอกจากนี้จากการขยายโครงการจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนจากการดำเนินงานลดลงอย่างมากคาดว่าปีนี้จะอยู่ประมาณ
12-15%
ในส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดถึงแม้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะมีความหลากหลาย แต่ในส่วนนี้จะช่วยให้เกิดการต่อรองกับลูกค้าได้
และจะทำให้รายได้ของบริษัทมีความหลากหลาย รวมถึงการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในการจัดโปรโมชันดอกเบี้ย
0% ซึ่งอยู่ขั้นตอนทำความตกลง
สำหรับภาพรวมของตลาด จากการที่ตลาดมีการแข่งขันอย่างรุนแรง โอกาสที่จะสร้างอัตราเติบโตของกำไรระดับ
30-35% คงเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะว่าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกการสร้างอัตรากำไร
ระดับ 35% ค่อนข้างสูงและเกิดขึ้นได้ในช่วงแคบๆ เพราะตามหลักของการบริหารธุรกิจทั่วไปจะอยู่ระดับ
25% แต่ในส่วนของบริษัทแสนสิริยังวางไว้ที่ 35%