ประชัย ฟุ้ง TPI มี EBITDA ช่วงม.ค.พุ่งถึง 1.5 พันล้านบาท คาดทั้งปีแตะ 1.7
หมื่นล้าน หากไม่ถูกเบรกนำเข้าน้ำมันดิบบางล็อต ยืนยันมูลค่าหุ้นของ TPI อยู่ที่
22 บาทต่อหุ้น หลังปรับปรุงงบการเงินใหม่ โดยหันกลับไปใช้มูลค่าทรัพย์สินและจำนวนหุ้นเดิม
ก่อนถูกอีพีแอลลดมูลค่าทรัพย์สินลงกว่า 3 หมื่นล้าน ยืนกรานค้านลดทุนเหลือ 10 สตางค์
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย
จำกัด (มหาชน) (TPI) เปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงมกราคม 2547 ว่า บริษัทฯมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย
ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) ประมาณ 1,500 ล้าน บาท คาดว่าทั้งปี TPI จะมี EBITDA
ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.7 หมื่นล้านบาท หากผู้บริหารแผนฯไม่ระงับการนำเข้าน้ำมันดิบ
เพื่อใช้ในกระบวนการกลั่นน้ำมันตามที่เสนอขออนุมัติ
จากผลการดำเนินงานดังกล่าวนี้ TPI ถือเป็นบริษัทอันดับ แรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่มี EBITDA เกินหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงไม่มีความเหมาะสมที่มูลค่าหุ้นจะต่ำเหลือเพียง
10 สตางค์ ตามที่บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินได้เสนอแนวทางการลดทุนให้ผู้บริหารแผนฯ
TPI
"ช่วงที่เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลน-เนอร์ส (อีพีแอล) เป็นผู้บริหารแผนฯ TPI ปรากฏว่า
EBITDA เหลือเพียง 500 ล้านบาทต่อเดือน โดยปี 2547-48 คาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น
1.5 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาทต่อเดือนตาม ลำดับ ภายใต้เงื่อนไขว่า TPI มีกำลังการกลั่นที่
1.8 แสนบาร์เรล ต่อวัน"
นายประชัย กล่าวว่า ในช่วง ที่อีพีแอลเป็นผู้บริหารแผนฯได้มีการตกแต่งบัญชี โดยการลดมูลค่าทรัพย์สินลงไป
3 หมื่นล้าน บาท ทำให้มูลค่าผู้ถือหุ้นติดลบ 2.35 หมื่นล้าน และมูลค่าหุ้น TPI
ลดลงจาก 10.38 บาท ณ ไตรมาส 3/2546 เหลือ -12.08 บาท หลังจากนั้นเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยการแปลงหนี้เป็นทุน
ในราคา 5.50 บาทต่อหุ้น
ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร ลูกหนี้จึงได้ศึกษาหามูลค่าทางบัญชี TPI อย่างเหมาะสม
โดย วิธีการคำนวณจากส่วนลดกระแส เงินสด (DCF) พบว่า มูลค่าตาม บัญชีส่วนของผู้ถือหุ้นมีราคา
22.74 บาท หลังจากได้ทำการปรับปรุงงบการเงินใหม่ ซึ่งจะมีการย้อนกลับในรายการที่ถูกลดมูลค่าทรัพย์สินในบัญชีที่กระทำโดยอีพีแอล
และรายการ แปลงหนี้ไปเป็นทุนในราคาที่ไม่เป็นธรรม โดย TPI จะซื้อคืนจากเจ้าหนี้ในราคาหุ้นละ
5.50 บาท หลังจากนั้นแปลงหนี้เป็นทุนใหม่ในราคาที่ 20 บาทต่อหุ้น ทำให้หนี้ลดลงจาก
2,640 ล้านดอลลาร์เหลือ 500 ล้าน ดอลลาร์ และชำระหนี้ที่เหลือได้ทั้งหมดภายใน 4
ปี
นอกจากนี้ บังคับให้ผู้ถือหุ้น TPI เดิมซื้อหุ้นคืนภายใน 4 ปีในราคาหุ้นละ 20
บาทบวกดอกเบี้ย MLR
นายประชัย กล่าวว่า หากผู้บริหารแผนฯ TPI ใช้แนวทางการปรับโครงสร้างทางการเงินตามที่ผู้บริหารลูกหนี้เสนอมาดังกล่าวข้างต้น
ทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเดิมจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้และดอกเบี้ยทั้งจำนวน
ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่เสียหาย จากการลดพาร์
"อีพีแอลได้ตกแต่งบัญชี เพื่อให้มูลค่าผู้ถือหุ้นลดลง โดยลดมูลค่าทรัพย์สินในบัญชี
และแปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 5,849 ล้านหุ้น คิดเป็น 75% ของจำนวน หุ้นทั้งหมด พร้อมทั้งคิดค่าธรรมเนียมในการบริหารแผนสูงถึง
2.1 ล้านบาท จนทำให้เกิดการ ขาดทุนจากการบริหาร 2.3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ควรปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง
โดยปรับจำนวนหุ้นกลับมาที่เดิม(1,950 ล้านหุ้น) และคงตัวเลขทรัพย์สินเดิมไว้"
อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวได้เสนอต่อผู้บริหารแผนฯTPI
ที่มีพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เป็นประธานแล้ว ซึ่งการปรับปรุงโครง สร้างหนี้ TPI
จะเป็นในรูปแบบใด คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารแผนฯ
หากผู้บริหารแผนฯตัดสินใจ ใช้วิธีลดทุนจาก 10 บาทเหลือ 10 สตางค์ต่อหุ้น ตนคงยื่นคำ
คัดค้านตั้งแต่การเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อโหวตรับแผนฯใหม่ จนถึงการอนุมัติแผนฟื้นฟูฉบับปรับปรุงในศาลล้มละลายกลาง