สหวิริยาสตีลฯตั้งเป้าผลิตเหล็กแผ่นฯปีนี้แตะ 2.26 ล้านตัน รองรับดีมานด์ในประเทศที่โตขึ้นกว่า
10% หนุนยอดขายพุ่งขึ้นเป็น 34,591 ล้านบาท ขยายตัว 16% ซึ่งปีนี้ล้างขาดทุนสะสม
เกลี้ยง ลั่นภายใน 2-3 เดือนนี้จะไม่มีการยื่นขอขึ้นราคาเหล็กแผ่นฯ จากกรมการค้าภายใน
เพราะอยู่ระหว่างการศึกษาราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นระยะยาวหรือชั่วคราว
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหวิริยา สตีล อินดัสตรี จำกัด
(มหาชน) (SSI) เปิดเผยแผนการดำเนินงานในปี 2547 ว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมายยอดขายเหล็กแผ่นรีดร้อนจากปีก่อน
1.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 2.26 ล้านตันในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 34,591 ล้านบาท
สูงกว่าปีที่แล้ว 15-16% เพื่อรองรับความต้อง การใช้เหล็กแผ่นในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า
10% คิดเป็นปริมาณการใช้รวม 7.5 ล้านตันต่อปี
รวมทั้งโครงการล้างและเคลือบผิวน้ำมันจะผลิตเชิงพาณิชย์ใน ปีนี้ ช่วยเพิ่มมูลค่าเหล็กแผ่นรีดร้อนขึ้นมา
และในปี 2548 บริษัทฯจะมีรายได้จากส่วนขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนจากเดิม
2.4 ล้านตัน เป็น 4.0 ล้านตัน โดยโครงการส่วนขยายจะรองรับดีมานด์เหล็กแผ่นฯในประเทศได้ประมาณ
3 ปีข้างหน้า
นายวิน กล่าวถึงการส่งออกในปีนี้ว่า บริษัทฯจะรักษาระดับการ ส่งออกอยู่ที่ 8%
ของรายได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้เหล็กใน
ปีที่แล้วสูงถึง 250 ล้านตัน และปีนี้คงจะขยายตัวเพิ่มอีก ส่วนค่าเงินบาทปีนี้น่าจะทรงตัวอยู่ใน
อัตรา 38-39 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากปีที่แล้ว บริษัทฯได้รับผลกระทบต่อรายได้ในรูปเงินบาทลดลง
แต่ปริมาณการขายไม่ได้ลดลง
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายผลิตเหล็กแผ่นฯเพื่อ สนองความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก
โดยเน้นขายเหล็กให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดเย็น ยานยนต์และชิ้นส่วน เชื่อว่าจะไม่เกิด
ปัญหาการขาดแคลนเหล็กแผ่นฯในประเทศดังที่ผู้ประกอบการหลายรายวิตกกังวล
ส่วนการปรับขึ้นราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนนั้น ขณะนี้บริษัทฯยังขายตามเพดานราคาที่กรมการค้าภายใน
กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 15.71 บาทต่อกิโลกรัม โดยไม่ได้ยื่นเสนอขอปรับราคาขึ้น
ดังนั้นภายใน 2-3 เดือนข้างหน้าคงจะยังไม่มี การปรับขึ้นราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนแต่อย่างใด
แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะปรับขึ้นก็ตาม เพราะขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาเรื่องต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นความผันผวนชั่วคราวหรือระยะยาว
หากพบว่าเป็นการปรับขึ้นในระยะยาวก็คงต้องมีการพิจารณาปรับขึ้นราคาเหล็กแผ่นฯอีกครั้ง
ด้านราคาเหล็กในตลาดโลกที่ผันผวนนั้น เป็นผลจากค่าขนส่งที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
5 เท่า เนื่องจากเศรษฐกิจในจีนเติบโตสูงมาก ทำให้มีความต้องการสินค้าเหล็ก สินแร่เหล็ก
ถ่านหิน และอื่นๆ จำนวนมาก รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวดีขึ้นเช่นกัน
"รู้สึกเห็นใจผู้รับเหมาก่อสร้างที่ไม่ได้มีการ Fixed ราคาเหล็กล่วงหน้า
เมื่อเกิดปัญหาราคาเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้น ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าเหล็กส่วนใหญ่
โดยมีดีมานด์ถึงปีละ 12 ล้านตัน แต่มีการผลิตเหล็กกล้าต้นน้ำเพียง 2 ล้านตัน ขณะที่ประเทศอื่น
จะมีการผลิตเหล็กขั้นต้นมาก กว่านี้ ทำให้ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าเหล็กต้นน้ำ และกลางน้ำ
จึงทำให้ประสบปัญหาการผันผวนของราคาเหล็ก ซึ่งทางออกที่ดี คือไทยควรมีการ ผลิตเหล็กต้นน้ำ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังศึกษาในการผลิตเหล็กต้นน้ำ แต่ยังไม่มีข้อสรุปขณะนี้"
นายวิน กล่าว
ปีนี้ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง
ผลการดำเนินงานงวดปี 2546 บริษัทฯมีราย ได้รวมทั้งสิ้น 29,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
24% โดย มีรายได้จากการขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจำนวน 28,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
23% บริษัทฯมีกำไรขั้นต้นจากการขาย 4,795 ล้านบาท คิดเป็น สัดส่วน 16% ของยอดขาย
และมีกำไรสุทธิ 4,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 36.95%
ปีนี้ บริษัทฯคาดว่าจะล้างขาดทุนสะสมได้หมด โดยนำผลกำไรจากการดำเนินงานล้างขาด
ทุนฯ ส่วนการจ่ายเงินปันผลทันทีจากผลดำเนินงานงวดปี 2547 คงขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ปัจจุบันบริษัทฯขาดทุนสะสม ณ สิ้นปี 2546 อยู่ที่ 1,146 ล้านบาท โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้น
1.5 หมื่น ล้านบาท หนี้สินรวม 1.29 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา หนี้สินต่อทุน 0.9 เท่า
คุมราคาวัตถุดิบพุ่งฉุดกำไรฯลด
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่าสหวิริยาสตีลฯมีกำไรสุทธิปี
46 เพิ่มขึ้น 37% เป็น 4.7 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการ พิเศษ บริษัทฯจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ
3.4 พันล้าน บาท ใกล้เคียงกับปีก่อน
อุตสาหกรรมเหล็กมีแนวโน้มดี ความต้อง การเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศน่าจะมีอัตราการเติบโต
8% เป็น 5.6 ล้านตัน จากกำลังการผลิตในประเทศที่มีจำกัดเรายังต้องนำเข้าเหล็กอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการรวม
เราคาดว่าปี 2547 ยอดขายจะลดลง 4% เนื่องจากการหยุดโรงงานเป็นเวลา 45 วันเพื่อติดตั้งเครื่องจักรสำหรับการขยายกำลังการผลิต
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานน่าจะ เติบโต 15% เนื่องจากสมมติฐานราคาขายที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรายังมีความกังวลในเรื่องการรักษาระดับกำไรขั้นต้นของ บริษัทฯ เพราะผู้ผลิต
ในไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากราคาเหล็ก ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากถูกควบคุมโดย
รัฐบาล และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อาจ ส่งผลเชิงลบต่อกำไรขั้นต้น