ในช่วงยุค 60s และ 70s เชลล์
เป็นความใฝ่ฝันของชาวดัตช์ทุกคน รวมถึงวิศวกรต่างชาติอีกเป็นแสน ในขณะนั้นเชลล์มีโครงการที่จะดูแลพนักงานอย่างดีที่สุด
ตั้งแต่วันที่เข้ามาจนถึงวันตาย สวัสดิการนั้นดีแค่ไหนหรือครับ
ดีถึงขนาดที่ว่าเกษียณไปแล้วก็จะได้เงินเดือนครึ่งหนึ่งของที่เคยได้เมื่อปีสุดท้ายก่อนเกษียณไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะเสียชีวิตไป (คล้ายๆ กับนโยบายบริษัทเดียวชั่วชีวิตของญี่ปุ่นล่ะครับ)
ในขณะนั้นเชลล์ก็มีนโยบายให้ทุกคนมีโอกาสได้ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งก็หมายความว่ามีคนที่จะได้เป็น
expat กันเยอะพอสมควร
อะไรคือ expat?
expat นั้นย่อมาจาก expatriate ครับ แปลว่า มาทำงานนอกประเทศที่เคยอยู่นั้นแหละครับ
อย่างพวกฝรั่ง ญี่ปุ่นที่มาอยู่บ้านเรา (ที่ทำงานกับบริษัทอินเตอร์นะครับ)
ก็เรียกได้ว่าเป็น expat คือถูกส่งมาประจำที่ต่างประเทศ การที่มาจากบ้านเมืองที่ห่างไกลไม่รู้หนทาง
บริษัทต้นสังกัดก็จะมีความรู้สึกว่าต้องเอาใจช่วยเหลือตามประสานายจ้างที่ดี
จึงมีสวัสดิการต่างๆ และพนักงานมากมาย เช่น
1. เงินเดือนที่จะได้ที่ประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดก็จะได้เป็นปอนด์หรือไม่ก็
US dollar อย่างกรณีเชลล์นี่ ถึงขนาดจ่ายภาษีให้ด้วยอีกต่างหาก อย่างนี้พวก
expat ก็สบายสิครับ ค่าเงินค่ากินอยู่ต่างกันลิบลับขนาดนั้น
2. บ้านพักฟรี บ้านที่จะได้อยู่ก็จะเป็นบ้านระดับ เกรด B+ ถึง A ซึ่งบริษัทออกให้อีกต่างหากครับ
เผลอๆ แถมรถให้ด้วย (ประจำตำแหน่งนะครับ ไม่ใช่ให้ฟรีๆ)
3. ค่าโบนัสถ้ามีครอบครัวครับ ไม่ค่อยมีพนักงาน คนไหนอยากอยู่ห่างไกลครอบครัว
ทางบริษัทจึงอนุญาต ให้นำครอบครัวมาอยู่ด้วยพร้อมเงินโบนัสเลี้ยงดู ซึ่งรวมไปถึงค่าโรงเรียนนานาชาติให้ลูกทุกคนด้วย ในบางกรณีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเชลล์
ถึงกับจ่ายค่าโรงเรียนประจำให้ในอังกฤษ พร้อมทั้งตั๋วเครื่องบินไปกลับสามครั้งต่อปีกับเหล่าลูกๆ
ของพนักงาน ในกรณีที่พนักงาน คิดว่าโรงเรียนนานาชาติในประเทศนั้นๆ ไม่เหมาะกับลูกของตน
ในเมืองไทย เราก็มีเหล่า expat เดินไปเดินมาอยู่เสมอ โดยเฉพาะแหล่งสุขุมวิทที่มีคนฝรั่งและคนญี่ปุ่นอยู่กันค่อนข้างเยอะ
เท่าที่สืบมายังไม่มี expat คนไหนที่ผมรู้จักที่จะไม่มีความสุขในเมืองไทยเลยครับ
โดยเฉพาะคุณแม่บ้านชาวญี่ปุ่นนั้นคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองสวรรค์ที่ซื้อของได้ถูก
อาหารอร่อย มีคนจัดบ้านให้ แถมลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ อีก เป็นสิ่งที่พวกเขาคงจะหาได้ยากในประเทศของเขาเอง
กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า นอกจากเชลล์จะเป็นบริษัทที่ให้โอกาสคนไปเป็น
expat เยอะแล้ว รวมถึงสวัสดิการที่ล้ำเลิศ ทางเชลล์ยังเทรนคนของเขาอย่างเยี่ยมยอด
ในสมัยยุค 60s กับ 70s เชลล์รับคนมาแทบทุกชนิด ทั้งมีปริญญาและไม่มี พร้อมด้วยนโยบายที่ว่าเราฝึกฝนกันได้
(คนที่มีปริญญาก็จะได้ตำแหน่งที่สูงกว่าครับ แต่สมัยนี้ถ้าไม่มีปริญญาก็หมดสิทธิ์แล้ว)
วิชาการฝึกสอนของเชลล์มากมายมาก จนบางทีเด็กเข้าทำงานใหม่ ไม่ต้องเข้าทำงานเลยใน
6 เดือนแรก ได้แต่เทรนวิชาที่อยากจะเทรนอย่างเดียวเพื่อไปเป็น specialist
เท่าที่ฟังมาเชลล์นั้น too good to be true นะครับ แต่เหตุการณ์เหล่านี้มันก็เกิดขึ้นแล้วในความเป็นจริงของโลก
ไม่มีอะไรที่ยืนยงและมั่นคง นโยบายสุดหรูนี่ก็เช่นกัน ทุกๆ วันนี้การแข่งขันนั้นมากขึ้น
คนมากขึ้น ทรัพยากรน้อยลง ค่าเงินผันผวน แน่นอนว่าทางบริษัทต้องทำอะไรสักอย่างให้มีผลกำไรตอบแทนกับผู้ถือหุ้นมากที่สุด
ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของบริษัท นั่นก็คือการนำนโยบายใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเชลล์
EP Europe 2003
ก่อนจะพูดถึงเชลล์ EP Europe 2003 ผมขอพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเชลล์ก่อน
ก่อนหน้านี้เชลล์ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามยุคสมัยแล้วแต่ผู้นำขององค์กรในแต่ละยุค
ซึ่งแต่ละยุคก็มีนโยบายที่แตกต่างกัน
จากการที่ได้สัมผัสและได้สัมภาษณ์ผู้นำที่กำลังจะก้าวไประดับบริหารหลายคนของเชลล์ก็ทำให้ ได้พบว่าพวกเขามีความคิดที่ว่า ถ้าได้อยู่ใน Board of Director แล้ว
พวกเขาจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรากหญ้าในบริษัท ซึ่งถ้าดูจากประวัติของเชลล์และทัศนคติของพนักงานอาวุโสทั้งหลาย
ก็จะได้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรากหญ้านั้นเป็นได้ทั้งผลดีและผลเสีย
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอย่างรากหญ้าคือกรณี win 90 ซึ่งเกิดในช่วงปลาย
80 ช่วงนั้นเป็นการเปลี่ยนจากการเป็น Specialist Company ที่สามารถทำทุกอย่างเองได้อย่างที่ไม่ต้องพึ่งใครมาเป็น
General Management Company ซึ่งใช้ผู้รับเหมามาทำหน้าที่แทน หลักการนี้ขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่าผู้รับเหมาต้องรู้มากกว่า
วิธีนี้บริษัทเชลล์จะต้องไม่ปวดหัวและจ้างคนน้อยลง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลประโยชน์สูงสุด การตัดสินใจครั้งนั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ต่างคนต่างความคิด
แต่คนที่ไม่สนุกแน่คือคนที่โดนตัดสัญญาว่าจ้าง แต่ธุรกิจย่อมเป็นธุรกิจซึ่งย่อมพัฒนาต่อไป
ต้อง re-engineering เพื่อ up to date วัฒนธรรมองค์กรก็เปลี่ยนไปด้วยในครั้งนี้
สายวิชาการ เป็น Specialist ตัน ทุกคนอยากจะเปลี่ยนการเติบโตเป็นระดับผู้บริหารที่ต้องเปลี่ยนหน้าที่บ่อย
เป็น Generalist มากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงองค์กรใหญ่อีกแห่งอย่าง IBM
ขึ้นมาได้ว่ามีรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่บอกว่า IBM ไม่ได้ย่อ มาจาก International
Business Machine หรอก แต่จริงๆ แล้ว คือ I've been moved เพราะว่าถ้าไม่move
ก็ไม่โตในองค์กร ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรในช่วงนั้นของ IBM
ในสมัยปัจจุบัน คอมพิวเตอร์มีบทบาทมากขึ้น ในชีวิตประจำวัน บ่อน้ำมันมีน้อยลงขุดมาได้ยากขึ้นในทะเลเหนือแทบจะทำกำไรไม่ได้
ในขณะที่รัสเซียกลายเป็นแหล่งใหม่ของการขุดเจาะ รวมถึงการคาดหวังของบริษัทน้ำมันต่างๆ
ว่าจะได้เข้าไปในอิรักหรืออิหร่าน ด้วยเหตุการณ์เช่นนี้ การประหยัดเงินจึงเป็นความมุ่งหวัง
อย่างสูงสุดขององค์กร วิธีหนึ่งที่จะประหยัดเงินคือการ share resources ถ้ามีคนทำงานนี้อยู่แล้ว
ทำไมต้องจ้างอีกคนหนึ่งในประเทศใกล้ๆ กันมาทำงานอย่างเดียวกันด้วยเล่า minimize
input to get maximum output คือที่มาของเชลล์ EP Europe 2003 เมื่อเชลล์ในยุโรปรวมเป็นหนึ่ง ตำแหน่งต่างๆ น้อยลง ซึ่งก็หมาย ความว่ามีคนต้องออกจากงานมากพอสมควร
คาดกันว่ากระแสเหล่านี้จะทวีความรุนแรงขึ้นในเชลล์ ที่อื่นๆ และบริษัทน้อยใหญ่ในยุคนี้ที่ต้องแข่งขันกันอย่างสูง