บีทีเอส เตรียมกระจายหุ้นขาย IPO เพื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547
หลังโชว์ผลประกอบการปีนี้มีกำไร สุทธิครั้งแรกถึง 600-700 ล้านบาท ผู้บริหารมั่นใจ
การเปิดให้บริการ ของรถไฟฟ้าใต้ดินจะส่งผลดีมากกว่าเป็นคู่แข่ง พร้อมกับเดินหน้าเร่ง
ก่อสร้างส่วนต่อขยายฝั่งธนบุรีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้า
นายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
หรือ บีทีเอส เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์การเงินของบีทีเอส ปรับตัวไปในทิศทางที่ดี
โดยในปี 2546 มีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรก 600-700 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ
10 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจากรายได้ ตลอดทั้งปี 2,500 ล้านบาท รวม ทั้งบริษัทมีกระแสเงินสดถึง
1,300 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถชำระคืนภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีประมาณปีละ
1,500 ล้านบาทอย่างน้อยร้อยละ 75-80
นอกจากนี้ บีทีเอส เชื่อว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในการเจรจากับเจ้าหนี้ขอลดภาระเงินต้นจากเงินกู้ในอดีตรวม
30,000 ล้านบาท ลงอีกร้อยละ 15 หรือคิดเป็นเงินกว่า 4,500 ล้าน บาทได้ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวนี้เชื่อว่า
บีทีเอสมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสามารถนำหุ้นเข้าซื้อขายใน ตลท.ภายในปี 2547 ที่เชื่อว่าภาวะ
การซื้อขายตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่การให้บริการของ รถไฟฟ้าใต้ดินขององค์การรถ
ไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ในเดือนเมษายนนี้ บีทีเอส เชื่อว่าจะส่งผล ดีต่อบริษัทมากกว่าผลเสีย
เนื่อง จากจะก่อให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยง เส้นทางรถไฟฟ้าที่ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น
และแม้ว่าจะมีเส้นทางที่ทับซ้อนระหว่างรถไฟฟ้าทั้งสองระบบบ้างที่อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันบ้าง
แต่ก็มีผลกระทบน้อยมาก ขณะที่การเร่งรัดก่อสร้าง ต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสภายในปี
2547 เชื่อว่าจะสามารถเปิดให้บริการ เส้นทางส่วนต่อขยายจากสถานีตากสินสู่ถนนตากสิน
ฝั่งธนบุรีคิด เป็นระยะทาง 2.2 กิโลเมตร ใช้งบลงทุนประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยเส้นทางดังกล่าวจะสามารถเพิ่มผู้โดยสารให้แก่รถไฟฟ้าบีทีเอสอีกวันละ 30,000 คน/เที่ยว และรายได้อีก วันละ 600,000 บาท ขณะที่จำนวนผู้โดยสารและรายได้ในภาพรวมของบริษัททั้งหมดจะขยายตัวไม่น้อยกว่าร้อยละ
8
นอกจากนี้ บีทีเอส จะมีการ เร่งรัดก่อสร้างส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทจากสถานีอ่อนนุชไปยังสำโรง
ระยะทางประมาณ 8.9 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้งบลงทุน 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในก่อสร้างประมาณ
900 วัน