หนังสือเล่มนี้ซื้อจากเอเชียบุ๊คส์ ราคาเกือบ 800 บาท แต่มีค่าอย่างยิ่งไม่ใช่เพราะเกี่ยวพันกับบทบาทของอังกฤษและอเมริกาช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่มีค่าด้วยเอกสารหายากที่ผู้เขียนเก็บรวบ รวมเป็นเอกสารติดต่อและจำนวนมากถือเป็นเอกสารชั้นต้นกระจัดกระจายอยู่ตามมหาวิทยาลัยและอยู่ในกระทรวงสำคัญๆ
ของทั้งสองประเทศ
วิธีการนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงนั้น ใช้เอกสารเพื่อนำทางให้เห็นความจริงของสถานการณ์
และเน้นด้านหลักไปในนโยบายของอังกฤษกับอเมริกา ที่มีต่อ "ประเทศไทย"
จากแง่มุมลึกที่สุด
ประเทศไทยมีความสำคัญจากมุมมองของอังกฤษตรงที่ผลประโยชน์แห่งชาติเกี่ยวโยงกับ
"ฐานะ" ของไทยในส่วนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมาเลเซีย, พม่า และอินเดีย
ที่อังกฤษในนามของเจ้าอาณานิคมต้องปกป้องดูแล และแน่นอน เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่มาก่อนอีกทั้งเหนือกว่าความอยู่รอดของประเทศไทย
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีบทบาทค่อนข้างจำกัดตัวเองต่อไทยช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
แม้ว่าฐานะของไทยถูกคำนวณถึงผลกระทบที่มีอยู่กับผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ
พิจารณาถึงบทบาทของตัวเองต่ออังกฤษ, ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นด้วย
ผู้เขียนยอมรับว่า ไม่ใช่ว่ามหาอำนาจจะบ่มเพาะเขตอิทธิพลต่อไทย แต่ไทยมีบทบาทและส่งอิทธิพลต่อมหาอำนาจได้เพราะอยู่ในศูนย์กลางของเขตยุทธศาสตร์ของเอเชีย
และเราใช้ฐานะนี้ต่อรองนโยบายของเรากับพวกมหาอำนาจที่แผ่อิทธิพลในย่านนี้ได้ด้วย
หนังสือนี้ไม่ได้วางจุดยืนหรือสร้างทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ แต่ได้ให้เอกสารและข้อมูลอธิบายถึงอำนาจในการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ
ในช่วงเวลาดังกล่าว
ภาพด้านกว้าง ผู้เขียนชี้ว่านโยบายตะวันตกต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้มักยอมรับว่า
"ลักษณะพิเศษ" ของไทยคือ เลี่ยงต่อการเป็นอาณานิคมตะวันตก แต่ผู้เขียนปฏิเสธวิธีคิดที่ว่านี้
ตรงกันข้ามเขาชี้ว่าอิทธิพลตะวันตกกลับ "ครอบงำ" ผลประโยชน์แห่งชาติของไทย
และไทยคือบริวารต่างชาติ โดยเฉพาะแรงกดดัน บงการ และครอบงำ ก่อนปี ค.ศ.1942
ไทยไม่ต่างจากเขตปกครองอย่างไม่เป็นทางการ และถูกชี้นำทางอ้อม จากอังกฤษ
ผู้เขียนยังอ้างว่าเหตุที่ไทยให้ผลประโยชน์ต่ออเมริกาหลังสงครามก็เลี่ยงจากการถูกครอบงำโดยอังกฤษ
ปัญหาคือ "การครอบงำ" ของอังกฤษ กับ "เอกราช" ของไทยนั้นจะมองจากแง่มุมใด
มุมมองจากอังกฤษเห็นว่าอำนาจของอังกฤษเสื่อมลงอย่างยิ่ง เมื่อมีปัญหาค่าเงินปอนด์ในปี
ค.ศ.1931 ขณะ ที่อิทธิพลเงินดอลลาร์อเมริกันเพิ่มมากขึ้น และการขยายตัวของ
"ชาตินิยมไทย" นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ
ในภูมิภาคนี้ของโลก
เขาชี้ด้วยว่าสมมติฐานว่าไทยเป็น ข้อยกเว้น และเป็นประเทศเดียวที่ไม่ถูกต่างชาติเอาเป็นเมืองขึ้นนั้นไม่จริง
นำไปสู่การใช้เหตุผลโยงไปในฐานะของไทยว่าเป็นอิสระและเป็นเอกราชก็ขาดหลักเกณฑ์และเป็นการอ้างอิงที่รองรับด้วยข้อเท็จจริงไม่ได้
เขาอธิบายว่า "ไทยเป็นเอกราชแค่ในนาม" หรือในรูปแบบ แต่ด้านเนื้อแท้แล้วไม่ใช่
ฐานะของรัฐไทยเปรียบกับญี่ปุ่นในราชวงศ์เมจิไม่ได้ แต่เปรียบกันแล้ว รัฐไทยต้องเทียบกับฐานะของรัฐจอโฮว์
หรือกลันตันเท่านั้น
ฐานะต้อยต่ำ ทำไมผู้เขียนจึงว่า รัฐไทยเทียบได้แค่รัฐภายใต้การปกครอง อังกฤษ
เช่น กลันตันเท่านั้น? ผู้เขียนพยายามชี้ว่าว่ารัฐไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอังกฤษอย่างไม่เป็น
"ทางการ" เหมือนกับหลายประเทศ เช่น อิรัก, อิหร่าน, กลุ่มรัฐมลายู
เขาอธิบายว่าหลักฐานความสัมพันธ์ของไทยต่อต่างชาตินั้นบกพร่องไม่สมบูรณ์
หากไม่ได้มองเอกสารหลักฐานอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่ง เอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยในธนาคารชาติของอังกฤษ
!
ไทยคือ "อาณานิคมอย่างไม่เป็นทางการ" เท่านั้น เจ้าอาณานิคมคืออังกฤษ
ตามความเห็นของผู้เขียน เฉพาะอย่างยิ่งเขาอ้างว่านักวิชาการอย่าง W.R.Louis
ซึ่งศึกษาอาณาจักรอังกฤษในตะวันออกกลางและบทความของ R.JEFFREY เกี่ยวกับ
"การปกครองทางอ้อม" (โปรดดูในอ้างอิงที่ 11, 12 ของบทแรกในหนังสือที่วิจารณ์นี้)
ประเทศไทยเป็นอาณานิคมผ่านทางเศรษฐกิจและการเงินซึ่งอังกฤษ "ครอบงำ"
และอังกฤษ "ปกครอง"ผ่านการครอบงำ 3 ระดับตั้งแต่เศรษฐกิจการเงินการคลัง,
ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และผ่านทางการเมืองและกฎหมาย ไทยขึ้นต่ออังกฤษด้านเศรษฐกิจการคลังผ่านบทบาทของที่ปรึกษาอังกฤษในรัฐบาลไทย
และประเทศไทยถูกปิดล้อม ด้วยเมืองขึ้นเศรษฐกิจของอังกฤษ เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์,
ปีนัง, ร่างกุ้ง และกัล กัตตา ทั้งหมดมีบทบาทต่อการส่งออกของไทยร่วมร้อยละ
70 เฉพาะมาลายาซื้อข้าวจากไทยร้อยละ 70 กระสอบขน ข้าวนำเข้าจากอินเดีย และเส้นทางคมนาคมรถไฟไทยผ่านด่านทางใต้
ซึ่งอังกฤษควบคุม เงินในคลังสำรอง 5 ล้าน ปอนด์ ขึ้นต่อค่าเงินอังกฤษ ดุลการเงินเราถูกควบคุมโดยลอนดอน
ธนาคารอังกฤษ 3 แห่งครอบงำการลงทุนภาย ในไทยทั้งหมด การลงทุนอังกฤษในไทย
รวมทั้งเงินกู้ 20 ล้านปอนด์อยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบการเงินของอังกฤษใน
ปี ค.ศ.1932 อังกฤษและออสเตรเลียเข้ามาทำเหมืองโรงสีและทำไม้ทั้งหมด กำกับควบคุมการส่งออกทั้งหมดเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราและตลาดดีบุกมาตรการและขนบทางสังคมและธุรกิจในประเทศไทยเป็น
อังกฤษ
เขาว่าทั้งหมดนี้ยังไม่พอเพียงที่จะชี้ว่าอธิปไตยทางเศรษฐกิจของไทยขึ้นต่ออังกฤษเท่านั้น
แต่รัฐบาลไทยตั้งแต่ทศวรรษที่ 19 เรามีที่ปรึกษา เช่น ด้านต่างประเทศ, การพัฒนาทางการเงินที่ปรึกษาอังกฤษมีบทบาทครอบงำไทยตั้งแต่
1898 ระบบศาลโดยอังกฤษและฝรั่งเศส
ข้าราชการอังกฤษอย่างที่ปรึกษาการเงิน เช่น เจมส์ แบกซเตอร์ (1932-5) มาจากกระทรวงการคลังของประเทศอินเดียหรืออียิปต์
เจ้าหน้าที่อังกฤษรับ "คำสั่ง"เกี่ยวกับรายงานการเงินการคลัง และส่งรายการตรงไปยังธนาคารชาติอังกฤษ
โดยรายงานลับต่างๆ ผ่านระบบโค้ดลับ และส่งทางถุงเมล์ทูต พวกข้าราชการอังกฤษเหล่านี้ทำงานลับโดยมิให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยรับรู้
แต่เคยมีเอกสารลับตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนไทยจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว
การเมือง ไทยตกอยู่ในแรงกดดันอังกฤษ อังกฤษรักษาผลประโยชน์ในพม่าและในมลายู
มีผลบีบบังคับ รวม ทั้งมีแผนเข้ายึดครองภาคใต้ไทยอย่างชัดเจนเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในระดับรัฐบาลอังกฤษ,
สหรัฐฯ และพันธมิตร โดยพันธมิตรคาดหมายยึดตั้งแต่บางสะพานเข้าคุมจากประจวบลงมาทั้งแหลมมลายู
เยอรมันส่งสายลับมายุยงให้พวกแขกซิกก่อกบฏขึ้นในพม่า โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง
ผมเห็นว่าเอกสารและหนังสือเล่มนี้มีความสำคัญ เพราะภายใต้วิธีการ วิเคราะห์
เราจะเห็นชัดเจนว่า ปัจจุบันเราก็มีภยันตราย และเราเป็นอาณานิคม เศรษฐกิจชัดกว่าที่เขียนในหนังสือเล่มนี้
พวกตะวันตกยุยงให้เกิดกบฏในพม่า ผ่านศูนย์กลางในไทยและบริเวณค่ายอพยพ ขณะที่สหรัฐฯ
ชี้นำการเงินการคลังและนโยบายต่างประเทศ
ครับ เป็นความจริงหรือการตี ความที่น่าขมขื่น เราไม่เคยยอมรับว่า เป็นอาณานิคมใคร
แต่มันเป็นเพียงรูปแบบ แต่เนื้อแท้เขาวิเคราะห์ว่ามันอาณานิคมชัดๆ อ่านแล้วนึกอยากเป็นอิสรเสรี
แต่เรามีนายหน้าขายชาติเยอะเหลือเกิน