เรื่องของชม้อย ทิพย์โส มิใช่เรื่องการฉ้อโกงหรือผิดพระราชกำหนดการเล่นแชร์ธรรมดาสามัญ
หากมีผลสะท้อนที่ลึกลงไปให้เห็นถึงความฟอนเฟะของสังคมที่กำลังขาดคุณธรรมอย่างมากๆ
ซึ่งอาจจะเป็นลางบอกเหตุบางอย่างให้สังคมไทยได้รับทราบกันว่า มันจวนจะถึงเวลาของมันแล้วที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยกำลังจะเริ่มขึ้น
ในการเขียนเรื่องชม้อยครั้งนี้ “ผู้จัดการ” ไม่ต้องการนำเหตุการณ์ความเป็นมาแต่ละเดือนมาลง
เพราะเราได้ลำดับเรื่องราวต่าง เกี่ยวกับ “ชม้อย” ไว้ดีแล้ว ประกอบกับมีหนังสือหลายเล่มก็ได้ทำหน้าที่อยู่อย่างไม่บกพร่อง
แต่สิ่งที่ “ผู้จัดการ” ต้องการรายงานเรื่องชม้อยครั้งนี้จะเป็นการวิสัชนากับปุจฉาหลายต่อหลายวันที่เกี่ยวกับเรื่องราวของชม้อย
ชม้อยเริ่มมาอย่างไร?
การเริ่มของชม้อยจากการตรวจสอบแหล่งข่าวทั้งใกล้ชิดและไม่ใกล้ชิดตลอดจนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและบรรดาเพื่อนพนักงานการปิโตรเลียมที่สนิทสนมกับชม้อยมากๆ
ทำให้จับความได้ว่า ชม้อยนั้นชอบเล่นแชร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ชม้อยแกเล่นแชร์ทีสิบกว่าวง แต่ละวงนั้นแกยังมีอยู่ 3-4 มือ ฉะนั้นวันเลี้ยงแชร์
หรือเปียแชร์นั้นชม้อยจะมีโต๊ะยาวเหยียดมีคนนั่งรอกันหลายๆ โต๊ะทีเดียว”
เพื่อนสนิทของชม้อยพูดให้ฟัง
ความซื่อสัตย์ของชม้อยนั้นเป็นที่เลื่องลือกันว่าเล่นกับชม้อยแล้วไม่มีเบี้ยว
การจ่ายเงินตรงเวลามาก
“บางทีแกไม่สบายมากแต่ถ้าใครเปียได้แกก็จะกัดฟันมาส่งเงินให้โดยไม่ขาดเลย”
แหล่งข่าวคนเดิมพูดเพิ่มเติม
จากการวิเคราะห์ของ “ผู้จัดการ” ได้ความว่าจำนวนวงแชร์ที่ชม้อยเล่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไม่หยุดยั้ง
“ชม้อยเขาต้องตั้งแชร์มือใหม่ขึ้นมาเพื่อหมุนเงินมาจ่ายมือเก่า เพราะในช่วงนั้นเขามีเรื่องใช้เงินมาก”
คนที่เคยเล่นแชร์กับชม้อยทุกมือตั้งแต่แรกเริ่มพูดให้ฟัง
จากจุดนี้เองทำให้ชม้อยทำธุรกิจในเรื่องการจัดคิวเงินขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจ!
เพียงแต่ว่าการจัดคิวเงินนั้นต้องรอให้มีการเปียแข่งขันกันในเรื่องดอกเบี้ย
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวุ่นวายและเวียนหัวสำหรับชม้อยมาก
“ตรงนี้แหละที่ชม้อยเคยบ่นว่าเป็นเท้าแชร์ทุกมือต้องมาเสียเวลาประชุมเปียแชร์ทุกเดือน
แล้วแต่ละคนก็เปียกันไปบางทีดอกที่เสียก็ไม่มากนั้น ชม้อยเลยมีความคิดว่าจากการเชื่อถือของลูกแชร์ซึ่งเวลานั้นมีเป็นร้อยคน
ถ้าเขาจัดแบ่งผลประโยชน์ให้ประจำสำหรับลูกแชร์ทุกคนก็จะสะดวกกว่า” แหล่งข่าวคนเดิมพูด
และนี่เองก็เป็นการเริ่มของแชร์แม่ชม้อยที่ลือลั่น
“ในตอนแรกนั้นก็เล่นกันในหมู่คนรู้จักกัน มีกันไม่กี่คน แค่ร้อยกว่าคน แต่ข่าวของความเชื่อถือในตัวแม่ชม้อยนั้น
มันขยายกันไปมากจนคนนอกวงการนั้นได้ข่าวและพยายามจะก้าวเข้ามาขอร่วมด้วย”
แหล่งข่าวกล่าวต่อ
ก็คงจะเป็นตรงนี้เองที่ระบบหัวหน้าสายได้เริ่มขึ้นโดยที่ตัวชม้อยเองก็ไม่ทราบว่าระบบจัดคิวเงินของเธอมันกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
“อาจจะเป็นเพราะในช่วงหนึ่งชม้อยถูกย้ายไปประจำที่โคราชซึ่งระยะทางเช่นนี้
เธอเองก็ต้องมีระบบหัวหน้าสายเข้าปฏิบัติการรับเงินรับทอง และทำหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแทนเธอ”
แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งที่เคยอยู่องค์การเชื้อเพลิงกับชม้อยมาตั้งแต่แรกเริ่มพูดเพิ่มเติม
ฉะนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าธุรกิจของชม้อยนั้นเป็นธุรกิจที่เจริญเติบโตขึ้นมาจากไหวพริบปฏิภาณและเหตุการณ์ที่เอื้ออำนวยให้มาตั้งแต่ต้น
ชม้อยเอาเงินไปทำอะไรบ้าง?
มีอยู่หลายทฤษฎี ตั้งแต่ค้าอาวุธ ค้าของเถื่อน ไปจนถึงเรื่องของการเอาไปหมุนแชร์รายวันซึ่งได้ดอกดี
แต่ที่แน่ๆ นั้นในช่วงต้นมีการค้าขายน้ำมันจริงจากการเอาโควตาน้ำมันของบรรดานายทหารที่ใช้เหลือไปปล่อยตามปั๊มต่างๆ
ในฐานะที่ชม้อยเองนั้นก็ทำงานอยู่องค์การเชื้อเพลิง ในช่วงต้นก็ทำให้อยู่ในฐานะของคนกลางได้สบาย
แต่กำไรจริงๆ ก็ไม่ได้มีมากมายอะไรที่จะทำให้คนที่ทำธุรกิจแบบนี้จะมีสัดส่วนกำไรอย่างมหาศาล
อีกประการหนึ่งนั้นการทำงานของชม้อยในด้านน้ำมันก็จะทำได้เพียงปริมาณหนึ่งเท่านั้นก็จะเต็มที่
โดยลักษณะของจำนวนน้ำมันที่เหลือจากโควตา
“จริงๆ แล้วคุณชม้อยเขาหมุนแชร์ หมุนไปหมุนมาพอเขาเริ่มตกลงกับลูกแชร์ว่าเขาจ่ายผลประโยชน์ให้เป็นรายเดือนจะดีกว่า
แล้วใครจะถอนเงินออกไปทันทีก็ถอนได้ ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่า คุณชม้อยคงต้องเอาไปลงทุนทางอื่นแน่ๆ
ประกอบกับเคยมีคนขอถอนเงินทันทีซึ่งก็จะได้รับเงินคืนทันที เลยทำให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณชม้อยเขาสูงมาก
แล้วคุณชม้อยก็เที่ยวพูดเสมอว่าเขาเอาเงินไปหมุนทำธุรกิจอื่นๆ ทำให้ความคิดที่ว่าเป็นเรื่องเงินต่อเงินนั้นมันหมดไป”
คนที่เคยทำหน้าที่เขียนสัญญาให้ชม้อยเล่าให้ “ผู้จัดการ” ฟัง
ชม้อยเองก็เป็นคนที่มีจิตวิทยาสูง จากการเป็นคนที่มีไหวพริบและปฏิภาณสูง
ทำให้ชม้อยสามารถหาทางออกกับคำถามเหล่านั้นได้สบาย
“เรื่องความจำนี่ก็ต้องยกให้เขาว่าเขาจำได้แม่นยำมาก พูดอะไรหรือตอบคำถามอะไรที่กะทันหันนี่จะให้เธอตอบซ้ำอีกไม่ว่ากี่ครั้งกี่หนก็จะไม่มีวันผิดไปจากเดิมเลย”
นายตำรวจที่ทำคดีชม้อยพูดขึ้นมา
การที่มีผู้ใหญ่ในเครื่องแบบหลายคนมาเล่นแชร์กับชม้อย ก็ยิ่งทำให้ความลึกลับของชม้อยยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์
“เขาชอบอ้างและเล่าให้หัวหน้าสายฟังเสมอว่านายพลคนนั้น แม่ทัพคนนี้ลงมาแล้วสิบกว่าล้าน
มิหนำซ้ำยังเอาเช็คดอกเบี้ยที่จะจ่ายเงินให้นายพลเหล่านั้นมาแสดงให้หัวหน้าสายดูด้วย”
แหล่งข่าวคนเขียนสัญญาให้ชม้อยเล่าให้ฟังเพิ่มเติม
“พวกผู้ใหญ่ในกองทัพเริ่มเล่นแชร์ชม้อยก็มาจากบรรดาลูกน้องทั้งหลายที่เคยเล่นมาดึงผู้ใหญ่เข้ามาเล่นด้วย
ความจริงแล้วแชร์ชม้อยนี้มันโตขึ้นมาด้วยอุบัติเหตุจริงๆ ไม่ได้มีใครหนุนข้างหลังเลย”
แหล่งข่าวคนเดิมพูดต่อ
เมื่อมีผู้ใหญ่ในกองทัพระดับนายพลเล่นอยู่มากขึ้นก็ต้องเป็นที่แน่นอนว่าบรรดาลูกน้องทั้งหลายก็ทยอยเล่นตามอย่างเต็มใจ
แต่ไม่ตั้งใจ “นายพลบางคนเขี้ยวขนาดเป็นหัวหน้าสายเอง ทีนี้พอท่านนายพลเป็นหัวหน้าสายเสีย
อย่างลูกสายนอกจากไม่มีข้อกังขายังมีความมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าแชร์วงนี้ต้องมีการเอาเงินไปใช้ในธุรกิจต่างๆ
ที่กองทัพผูกขาดอยู่ เช่น การประมูลการก่อสร้าง การรับซื้อสัญญาของผู้ค้าขายกับกองทัพโดยจ่ายเงินสดไปให้ก่อนแล้วหักเปอร์เซ็นต์ออก
มีแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่ามีขบวนการค้าของเถื่อนที่เอาเงินแม่ชม้อยมาซื้อโดยใช้ฐานทัพอากาศตามภาคต่างๆ
เป็นแหล่งขนย้าย”
ความคิดนี้มีอยู่ในสมองของคนที่มาเล่นตั้งแต่แชร์แม่ชม้อยมีนายพลในกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องร่วมเล่นด้วย
ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้วชม้อยเพียงแต่หมุนเงินใหม่มาจ่ายเงินเก่าเท่านั้นเอง
มิได้มีอะไรไปมากกว่านั้นเลย!!
คนในเครื่องแบบระดับใหญ่ๆ เหล่านั้นเองส่วนมากก็ไม่รู้ว่าเป็นธุรกิจเงินต่อเงิน
กลับคิดไปว่าชม้อยนี้เก่งมีสติปัญญาเอาเงินไปหมุนต่อให้ออกดอกสูงได้
“คุณชม้อยแกฉลาดแกเที่ยวบอกพวกนายพลว่าแกมีสายเอาเงินไปปล่อยให้คนที่ต้องการใช้เงินระยะสั้นประเภท
10 วันหรือหนึ่งเดือนแล้วแกคิด 10% ก็เลยทำให้แกอยู่ได้” แหล่งข่าวอดีตคนสนิทของชม้อยพูดให้ฟัง
เรียกได้ว่าชม้อยดูจุดอ่อนของแต่ละฝ่ายออกก็เลยจับทั้งสองฝ่ายให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง!
เงินที่ไหลเข้ามาหาชม้อยตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วยังมีปริมาณไม่มากเท่าใดนัก
แต่ก็มีเงินใหม่ไหลเวียนเข้ามาให้ชม้อยได้จ่ายเงินเก่าอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ทุกอย่างไม่ติดขัดในการจ่ายคืนลูกค้าที่ต้องการจะขอเงินคืนทันที
ชม้อยมาบูมเมื่อไร?
การเจริญเติบโตของแชร์ชม้อยมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไปมาแต่แรกเริ่ม โดยมีอัตราการเจริญเติบโตที่คงเส้นคงวา
กล่าวคือมีเงินใหม่เข้ามาจ่ายเงินเก่าอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรฟู่ฟ่า
ในเวลานั้นในหมู่คนนอกก็ได้ยินข่าวคราวเรื่องชม้อยแล้ว แต่ความสงสัยว่าเอาเงินไปทำอะไรนั้นทำให้เกิดอาการอยากๆ
กลัวๆ อยู่ อีกประการหนึ่งในช่วงทรัสต์เถื่อนและบรรดาบริษัทเงินทุนหลายแห่งยังไม่มีปัญหาอยู่นั้น
การฝากเงินที่ได้ผลประโยชน์สูงพอสมควรก็ยังเป็นไปได้ ทำให้บรรดานักลงทุนทั้งหลายยังไม่ได้เข้ามาอย่างจริงๆ
จังๆ
“เงินที่เล่นชม้อยนั้นเข้ามาจริงๆ ก็ในช่วงที่ทรัสต์ต่างๆ พากันล้มอย่างระเนระนาด
แต่ชม้อยยังคงอยู่ยงคงกระพัน ตรงจุดนี้เองแหละที่กลุ่มพวกชั้นกลางที่มีเงินกันคนละสองสามแสนหรือล้านสองล้านเทกันมาหาชม้อยอย่างผิดหูผิดตา
ถ้าจำไม่ผิดเวลานั้นยอดเงินเพิ่มจากไม่กี่ร้อยล้านขึ้นมาเป็นสองพันกว่าล้านทันที”
แหล่งข่าวอดีตคนสนิทของชม้อยพูดให้ฟัง
จากจุดนี้เองที่เงินเริ่มเดินเรียงหน้าเข้ามาหาชม้อย แต่ขณะเดียวกันมันก็คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของชม้อยเช่นเดียวกัน
“มันล้มแน่ๆ เพราะวงแชร์แบบนี้มันจะล้มช้าหรือเร็วเท่านั้น ถ้าจำนวนเงินมันเพิ่มคงเส้นคงวาทีละน้อยมันก็ยืดเวลาไปจนถึงจังหวะที่ปริมาณที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
มันมากกว่าปริมาณเงินใหม่ที่ต้องเข้ามาซึ่งอาจจะใช้เวลาถึง 10 ปีก็ได้ แต่พอยอดมันเริ่มถึงพันๆ
ล้านบาทแล้ว ค่าดอกเบี้ยอย่างเดียวก็เป็นร้อยล้านบาทต่อเดือน ยอดเงิน 8,000
ล้านบาทนี่ชม้อยต้องจ่ายดอกตกเดือนละ 500 กว่าล้านบาท ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินสดที่มีอยู่ในมือประมาณสามพันกว่าล้านบาทนี้จะจ่ายได้เพียง
6 เดือนกว่าเท่านั้น และก็ต้องหาเงินเข้ามาอีกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 300 ล้านบาทถึงจะอยู่ได้ต่อไปอีก
1 ปีกับอีก 1 เดือนก็หมดเงินพอดี และเรื่องนี้ชม้อยก็รู้ดี” แหล่งข่าวคนเดิมพูดต่อ
ในกลางปี 2527 นั้น ชม้อยก็เริ่มง่อนแง่นแล้ว
“ที่ง่อนแง่นนั้นเป็นเพราะหัวหน้าสายของชม้อยปลีกตัวออกไปร่วมกันจัดตั้งแชร์ร้อยแม่พันพ่อกันตั้งแต่แชร์ชาร์เตอร์
แชร์มิลเลียนแนร์ฯ และอีกอย่างหนึ่งมีเงินสวัสดิการของหน่วยราชการหน่วยหนึ่งก้อนมหึมาพอสมควรจะถอนแล้วถอนออกไม่ได้เพราะติดขัดตรงชม้อยมีเงินไม่พอ
ทุกคนกำลังเหงื่อแตกกันว่าจะทำอย่างไรดี ก็พอดีปลายปีชม้อยได้มีโอกาสออกโทรทัศน์กองทัพบกสวนควันปืนของแถลงการณ์กระทรวงการคลังออกไป
และหลังจากนั้นอีกไม่นาน พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ก็ออกข่าวว่าชม้อยไม่ได้ทำอะไรผิด
ท่านคงไม่รู้และไม่ได้มีเจตนาอะไร” คนใกล้ชิดบิ๊กซันพูดขึ้น
เท่านั้นเองแหละคนที่กำลังเสียวๆ กับชม้อยก็หายเสียว เพราะเมืองไทยเป็นเมืองของข่าวลือและการเดา
“มันทำให้หลายคนคิดเลยเถิดไปว่าพลเอกอาทิตย์คือผู้อยู่เบื้องหลังแชร์นี้
ทั้งๆ ที่ท่านไม่รู้เรื่องเลย เพียงแต่ท่านพูดออกมาโดยไม่ได้คิดว่ามันจะมีผลตามมาทีหลัง”
ทหารคนสนิทของพลเอกอาทิตย์ชี้แจงกับ “ผู้จัดการ”
เงินที่เคยชะงักคราวนี้ก็ไหลมายิ่งกว่าท่อน้ำประปาเสียอีก และก็เป็นเงินก้อนที่เข้ามาชุดหลังนี้แหละที่เป็นตัวการสำคัญของการหายสาบสูญไปอย่างอัศจรรย์ที่สุด
จะอย่างไรก็ตามหน่วยราชการนั้นก็ได้รับเงินสวัสดิการคืนไปอย่างที่ผู้ใหญ่โล่งอกกันทุกคน
“ชม้อยเองก็รู้ว่าจุดจบตัวเองต้องเป็นแบบนี้ เพราะเงินมันเดินหน้ากันเข้ามาหาจะหยุดก็หยุดไม่ได้
เพียงแต่ว่าจะหาทางออกอย่างไร?
เงินชม้อยหายไปไหน?
ใครคือประสิทธิ์ จิตที่พึ่ง และมีจริงหรือไม่? คำตอบนี้ก็คงจะต้องบอกว่าชื่อนี้มีจริง
แต่เป็นอีกชื่อหนึ่ง ส่วนจะเป็นใครนั้นก็คงต้องให้เงื่อนไขของเวลาและเงื่อนไขของสังคมเป็นเครื่องตัดสิน
ประสิทธิ์ จิตที่พึ่ง เคยเอาเงินชม้อยไปครั้งหนึ่งไปทำธุรกิจแล้วก็คืนมาแล้วครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้เอาเงินชม้อยไปมีกำหนดคืนตอนต้นปีแต่ต้องเลื่อนไป และล่าสุดได้ส่งเงินเข้ามาแล้ว
600 กว่าล้านบาท แต่ปัญหาคือจะผ่องถ่ายกันอย่างไร?
เรื่องฉากสุดท้ายของชม้อยนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะการลงโทษชม้อยเพียงอย่างเดียวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
ทั้งนี้เพราะปัญหาหลักอยู่ที่สังคมไทยของเราซึ่งมันมีอะไรหลายอย่างที่เริ่มคล้ายไซ่ง่อนก่อนเมืองแตกที่ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่มีคุณธรรม
ชอบเอาตัวรอด ชอบกระทำความผิดแต่ไม่เคยต้องได้รับโทษ ปล่อยให้ประชาชนต้องขมขื่น
กรณีแชร์แม่ชม้อยในช่วง 2-3 ปีหลังนั้นเป็นเรื่องของการเข้ามาร่วมของผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้
แทนที่จะหยุดตักเตือนแล้วหาทางออกให้กับประชาชนผู้โลภและรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ผู้ใหญ่บ้านเรากลับเข้าไปร่วมทำมาหากินกับชม้อยอย่างหน้าตาเฉย บางครั้งก็ปกป้องให้เสียด้วย
และเมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะไปหวังอะไรกับสังคมไทย เรื่องชม้อยจึงมีเรื่องที่น้ำท่วมปากอีกมากที่รู้ก็พูดไม่ได้เพราะมันอัปยศ
ก็เอาเป็นว่าถ้าเงื่อนไขของเวลาอำนวยก็คงจะพูดให้ฟังสักวันหนึ่ง เช่น จู่ๆ
เงินเป็นพันล้านบาทมันหายออกไปจากบัญชีได้อย่างไร? และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่มีปัญญาจะติดตามได้
หรือว่ามันผ่องถ่ายไปทางไหน?
ชม้อยเริ่มธุรกิจจัดเงินมาแต่แรกเริ่มไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารไปกว่านั้นแต่ในช่วง
2-3 ปีหลังที่เงินมันเดินหน้าเข้ามาหาเป็นพันๆ ล้าน เรื่องมหัศจรรย์พันลึกมันก็เลยต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง
และคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็ล้วนแล้วแต่ระดับมหึมาทั้งนั้น ซึ่งการเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะเงินเป็นพันๆ
ล้านบาทในแชร์ก้อนนี้
และที่น่าเศร้าที่สุดก็ตรงที่ว่าเงินพันๆ ล้านบาทมันเป็นเงินของประชาชน
ประชาชนที่โลภ ประชาชนที่เอารายได้ดอกเบี้ยมาจับจ่ายใช้สอยเพราะรายได้ประจำไม่พอใช้
ประชาชนชั้นกลางที่เล่นแชร์เพื่อส่งลูกเรียนหนังสือ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
เหมือนอย่างที่เขาว่ากันว่า “ผู้ปกครองต่างมาแล้วจากไป มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่ต้องช้ำใจไปตลอดกาล”