ในขณะที่มหาเศรษฐีชาวอังกฤษเจ้าของกิจการสโมสรฟุตบอลถอดใจ พากันขายสโมสรฟุตบอลที่ตนเป็นเจ้าของ
เนื่องจากพานพบว่า สโมสรฟุตบอลมิใช่ธุรกิจที่ให้กำไร อภิมหาเศรษฐีชาวต่างชาติตบเท้าเข้าไปยึดกิจการสโมสรฟุตบอลในอังกฤษเป็นว่าเล่น
มิลาน แมนดาริก (Milan Mandaric) นายทุนอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบียเข้ายึดสโมสร
Portsmouth โรมัน อะบรามโมวิช (Roman Abramovich) นายทุนน้ำมันชาวรัสเซียยึดสโมสร
Chelsea สโมสร Leeds United ซึ่งมีอาการกึ่งล้มละลายต้องคลานไปหาเช็กอับดุล
มูบารัก อัล-กาลิฟา (Sheikh Abdul bin Mubarak al-Khalifa) แห่งบาห์เรน
ในบรรดาสโมสรฟุตบอลใน Premier League ของอังกฤษ ไม่มีสโมสรใดที่น่าซื้อมากไปกว่า
Manchester United (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกย่อๆ ว่า ManU) ในทันทีที่อภิมหาเศรษฐีรัสเซียซื้อสโมสรฟุตบอล
Chelsea วงการฟุตบอลพากันจับตามองว่า ใครจะเสนอซื้อ ManU
เหตุใด ManU จึงน่าซื้อ?
ประการแรก ManU เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีฐานะการเงินอันมั่นคงที่สุด ไม่จำเพาะแต่ในสหราชอาณาจักร
หากยังมั่นคงที่สุดในยุโรปอีกด้วย ManU มีผลประกอบการอันดีเลิศ โดยมีกำไรติดต่อกันหลายปี ในปีการบัญชี 2544/2545 ManU มีรายได้ 146 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง และมีกำไร
32 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง
ประการที่สอง ManU มีระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยและบริหารจัดการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
คณะกรรมการบริหารของ ManU ประกอบด้วยกรรมการที่มีประสบการณ์ในการบริหารทั้งในภาครัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชน
เซอร์โรแลนด์ สมิธ (Sir Roland Smith) อดีตผู้บริหาร British Aerospace และกรรมการ
Bank of England ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอำนวยการ ManU ตั้งแต่ปี 2534
อันเป็นปีก่อนการก่อตั้ง Premier League ประธานคนปัจจุบัน คือ เซอร์รอย การ์ดเนอร์
(Roy Gardner) แห่ง Centrica มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ (Martin Edwards) ดำรงตำแหน่ง
CEO ในช่วงเวลาเดียวกันโดยที่ปีเตอร์ เคนยอน (Peter Kenyon) สืบต่อในตำแหน่งนี้
นับตั้งแต่เดือนสิงหา คม 2543 จวบจนกระทั่งสโมสร Chelsea ซื้อตัวไปเมื่อต้นฤดูการแข่งขัน
2546/2547 และ ManU แต่งตั้งให้เดวิด กิลล์ (David Gill) ดำรงตำแหน่งแทน
ประการที่สาม ManU มีฐานธุรกิจที่มั่นคง นอกเหนือจากธุรกิจสโมสรฟุตบอลแล้ว ManU ยังมีธุรกิจโรงแรม ธุรกิจศูนย์ การค้าและธุรกิจการค้าปลีก จนถึงขั้นจัดตั้ง
Manchester United Megastore ซึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาไปยังประเทศต่างๆ ManU ผลิตเครื่องแต่งกายนักกีฬา
อุปกรณ์กีฬา ของที่ระลึก และอื่นๆ โดยมี Manchester United เป็นยี่ห้อ และพยายามขับเคลื่อนเป็นยี่ห้อระดับโลก
(Global Brand) ในปัจจุบันรายได้จากการขายสินค้าของ ManU มีมูลค่าประมาณ
20-25% เป็นโครงสร้างรายได้ของ ManU
ประการที่สี่ ManU มีฐานลูกค้าที่กว้างขวาง แฟน ManU ครอบคลุมปริมณฑลต่างๆ
ในมนุษยพิภพ ทั้งนี้มีผู้ประมาณการว่า ManU มีแฟนทั่วโลกประมาณ 54 ล้านคน
เฉพาะในสหราชอาณาจักรมีถึง 11 ล้านคน ด้วยเหตุดังนี้ ManU จึงสามารถจำหน่ายบัตรชมการแข่งขันฟุตบอลหมดทุกนัด
ทั้งๆ ที่สนาม Old Trafford ซึ่งมีผู้ตั้งสมญานามว่า Theatre of Dreams บ้าง
หรือ Hollywood of Football บ้าง มีความจุถึง 67,500 ที่นั่ง ManU ให้ความสำคัญแก่กิจการสมาชิกสัมพันธ์
อย่างมาก ในอีกด้านหนึ่งบรรดาแฟนๆ นอกจากจะรวมตัวกันอุดหนุน ManU แล้วยังรวมตัวกันเป็น
Shareholders United ซื้อหุ้น ManU เพื่อป้องกันมิให้ ManU ถูกครอบกิจการ
ประการที่ห้า ManU มีสปอนเซอร์เงินหนา ในปัจจุบันสปอนเซอร์สำคัญของ ManU
ประกอบด้วย Nike (300 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง) Vodafone (100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง)
Pepsi, Budweiser และ Ladbrokes ตราบเท่าที่ ManU มีตำแหน่งสัมพัทธ์อันดับสูงใน
Premier League และมีแฟนสโมสร ชนิดอุ่นหนาฝาคั่ง ใครๆ ก็อยากเป็นสปอนเซอร์
ManU
ประการที่หก ManU มีทีมนักฟุตบอลที่แข็งแกร่งมีผู้ประมาณการว่า มูลค่าของทีมนักฟุตบอล
ManU ตกประมาณ 100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงในช่วงเวลา 17 ปีที่เซอร์เอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
(Alex Ferguson) เป็นผู้จัดการ ManU ครองถ้วย 18 ใบ และเป็นแชมป์ Premier
League ถึง 8 สมัย แม้ในยุคสมัยที่ ManU ขายเดวิด เบคแฮม (David Beckham)
ไปแล้ว ManU ก็ยังสามารถธำรงตำแหน่งสัมพัทธ์ที่ดีได้
ด้วยเหตุผล 6 ประการดังที่พรรณนาข้างต้นนี้ ManU จึงเป็นเป้าหมายแห่งการครอบกิจการ
ความเคลื่อนไหวในการครอบกิจการ ManU ปรากฏเป็นข่าวตั้งแต่เดือนกันยายน 2546
เมื่อหนังสือพิมพ์ The Ob-server รายงานว่ามีผู้จ้องซื้อ ManU อย่างน้อย
3 ราย รายหนึ่งเป็นชาวรัสเซีย รายที่สองเป็นชาวยุโรป และรายที่สามเป็นอาหรับ
แท้ที่จริงแล้ว ความเคลื่อนไหวในการครอบกิจการ ManU มีมาตั้งแต่ปี 2542
เมื่อรูเปิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อธุรกิจสื่อมวลชน พยายามซื้อ
ManU แต่ได้รับการต่อต้านจากสังคม และรัฐบาลอังกฤษ เมอร์ด็อกเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์
BSKyB ซึ่งได้สัมปทานการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล Premier League หากเมอร์ด็อกครอบกิจการ
ManU ด้วย เมอร์ด็อกก็จะมีอำนาจผูกขาดในธุรกิจฟุตบอล
ManU มีหุ้นประมาณ 260 ล้านหุ้น หากจะครอบกิจการ ManU ต้องใช้เงินประมาณ
500-600 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ราคาหุ้น ManU แกว่งไกวตามสถานการณ์ ในตลาดและสภาวการณ์ในการเก็งกำไรหุ้น
ManU เคยมีราคาสูงสุดถึง 400 เพ็นซ์ ในเดือนมีนาคม 2543 แต่แล้วร่วงหล่นลงเหลือ
95 เพ็นซ์ในเดือนพฤศจิกายน 2545 ในช่วงต้นปี 2546 เขยิบขึ้นมาเป็น 103 เพ็นซ์
เมื่อมีข่าวการครอบกิจการในเดือนกันยายน 2546 ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสู่ระดับ 168
เพ็นซ์ และทะยานสู่ระดับ 239 เพ็นซ์ในเวลาต่อมา
การที่ราคาหุ้น ManU ขยับขึ้นอย่างมหัศจรรย์ในเดือนกันยายน 2546 ก็เพราะมีผู้กว้านซื้อเพื่อครอบกิจการตลาดกำลังจับตามองผู้ซื้ออย่างน้อย
3 ราย
รายแรก ได้แก่ บริษัทการลงทุน Cubic Expression อันเป็นของอภิมหา เศรษฐีชาวไอริช
จอห์น แม็กเนียร์ (John Magnier) และ เจ.พี.แม็กมานัส (J.P. McManus) ทั้งคู่เป็นเจ้าของคอก
ม้าอันมีชื่อเสียง Cubic Expression เดิมถือหุ้นใน ManU เพียง 11.4% ต่อมาเจรจาซื้อหุ้นจาก
BSkyB จนถือหุ้นรวม 23.15% นับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ ManU แต่ยังไม่สามารถควบคุมจัดการ ManU ได้
รายที่สอง ได้แก่ มัลคอล์ม เกลเซอร์ (Malcolm Glazer) นายทุนชาวอเมริกัน
เจ้าของทีมฟุตบอลอเมริกัน Tampa Bay Bucaneers ซึ่งกว้านซื้อจนถือหุ้น ManU
ถึง 9.70%
รายที่สาม ได้แก่ แฮร์รี่ ด็อบสัน (Harry Dobson) นายทุนเหมืองแร่ชาวสกอต
ซึ่งถือหุ้น ManU 6.5%
นอกจากนี้ ยังมียอน เดอ มวล (Jon de Mol) นายทุนสื่อมวลชนชาวฮอลแลนด์ ซึ่งถือหุ้น
ManU 4.1% และเดอร์มอต เดสมอนด์ (Dermot Desmond) มหาเศรษฐีชาวไอริช เจ้าของสโมสรGlasgow
Celtic ถือหุ้นใน ManU 1.5% (ดูตารางที่ 2)
นับตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดฤดูการแข่งขัน 2546/2547 ราคาหุ้น ManU มีความอ่อนไหว
ทั้งในคราวที่ ManU ขายเดวิด เบ็คแฮม แก่ Real Madrid และในคราวที่ปีเตอร์
เค็นยอน ทิ้งตำแหน่ง CEO ไปอยู่ Chelsea ผู้ถือหุ้นจำนวนไม่น้อยไม่พอใจฝ่ายบริหารที่ยึดนโยบาย
ซื้อแพง ขายถูก' โดยชี้ว่า ManU ซื้อ ฮวน ซีบาสเตียน เวรอน (Juan Sebastian
Veron) ซื้อฮวน ซีบาสเตียน เวรอน (Juan Sebastian Veron) แพงเกินไป (28 ล้านปอนด์สเตอร์
ลิง ต่อมาขายขาดทุน 13 ล้านปอนด์สเตอร์ ลิง) ส่วนการซื้อเดียโก ฟอร์ลัน (Diego
Forlan) ถึง 7.5 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ก็ไม่คุ้มค่า ในขณะที่ซื้อแพง กลับขาย
เดวิด เบ็คแฮม ในราคาต่ำเกินไป (25 ล้านปอนด์ สเตอร์ลิง)
ManU กำลังตกต่ำอยู่ใต้กระแสการครอบกิจการ หรือ Takeover Threat อย่างปราศจากข้อกังขา
บรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เป็นแฟนพันธุ์แท้รวมกลุ่มเป็น Shareholders United
รวมหุ้นได้เพียง 2% พยายามที่จะระดมหุ้นรายย่อยให้ได้ 10% โดยหวังว่าจะสามารถทานการครอบกิจการ
ManU ได้ (The Financial Times, November 13, 2003)
ManU เป็นสโมสรฟุตบอลที่น่าซื้อมากกว่า Fulham FC มากนัก บัดนี้มีผู้จ้อง
ตะครุบ ManU การครอบกิจการ ManU จะบรรลุผลหรือไม่ และใครซื้อ ManU เป็นเรื่องที่ควรติดตามข่าวต่อไป