ปลายเดือนนี้ ถึงต้นเดือนหน้า คือ ระหว่างวันที่ 27 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม
จะเป็นช่วงการจัดงานแสดงรถยนต์ ในนาม "มอเตอร์โชว์" ซึ่งใช้สวนอัมพรเป็นสถานที่จัดงาน
สำหรับประเทศไทยแล้ว งานนี้พอจะถือได้ว่าเข้าข่ายงานแสดงรถยนต์ได้เพียงงานเดียวกระมัง
ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการ บริษัท กรังด์ปรีช์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำกัด ผู้ที่คนซึ่งสนใจแวดวงยานยนต์มักจะรู้จักชื่อเสียงเป็นอย่างดี และคุ้นเคย
อย่างน้อยก็ปีละครั้ง ผ่านงานแสดงรถยนต์ ณ สวนอัมพรแห่งนี้
ปราจิน ในฐานะผู้จัดงาน ได้วางแนวทางในการจัดงานมอเตอร์โชว์ทุกครั้งว่า
จะต้องเน้นงานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เน้นความเป็นงานมอเตอร์โชว์ที่พยายามจะให้เทียบเคียงต่างประเทศ
ส่วนงานขายนั้นเป็นองค์ประกอบปลีกย่อยแต่ยังจำเป็นต้องมีเท่านั้น
"ผมเข้ามาวงการรถยนต์และจักรยานยนต์ 30 ปีเศษ มีความตั้งใจที่จะนำเทคโนโลยี
ในการผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์มาให้คนไทยได้ชื่นชม ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือ
และการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก ที่พร้อมใจกันนำผลงานที่เป็นสุดยอดแห่งเทคโนโลยี
และวิวัฒนาการของรถต้นแบบ และรถยนต์รุ่นล่าสุดมาแสดงในงานอย่างคับคั่ง"
ปราจิน กล่าวไว้ในสารจากประธาน ในเอกสารประกอบการแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้
งานแสดงรถยนต์ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่บริษัทรถยนต์ซึ่งมีสินค้าจำหน่ายในเมืองไทยเข้ามาร่วมแสดงครบทุกยี่ห้อ
และส่วนใหญ่จะมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ต้นแบบแห่งอนาคตทั้งรถยนต์นั่ง,
ปิกอัพและออฟโรด จากค่ายรถยนต์ทั้งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก ราว 10 รุ่นด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ในระบบเกียร์ธรรมดา แต่ไม่ต้องเหยียบคลัชท์
รถยนต์ผ่าซีก และการแสดงสมรรถนะของรถยนต์นั่งในด้านความปลอดภัย
ส่วนสีสันของงานมอเตอร์โชว์ ณ สวนอัมพร แห่งนี้ แน่นอนย่อมมีไม่ขาดหาย
โดยเฉพาะบรรยากาศในยามค่ำคืน รอบ ๆ สระน้ำในสวนอัมพรหรือเฉพาะในกลุ่มที่จัดแสดงรถจักรยานยนต์
ก็นับเป็นสีสันของงานแบบสุด ๆ แล้ว
สำหรับปีนี้ จากสภาพการแข่งขันในตลาดรถยนต์ที่ร้อนแรงอย่างมากก็น่าจะทำให้การแข่งขันที่จะสร้างยอดขายต้องระอุ
และต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิงแน่ เพราะนี่คือโอกาสสำคัญของปี ใครที่ต้องการจะซื้อรถยนต์ไว้ใช้มางานนี้คงจะไม่ผิดหวัง
และนี่คือที่มา ว่าทำไมงานขายจะต้องมีคู่กับงานแสดงรถยนต์ของเมืองไทย
เป้าหมายของปราจิน ที่ต้องการจะให้งานแสดงรถยนต์ เป็นงานที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ด้วยการโชว์เทคโนโลยียานยนต์ นับว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นมาโดยตลอด และปีนี้ก็นับว่าเป้าหมายนั้นชัดเจนขึ้น
เด่นขึ้น
ปราจิน ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้
จากปัญหาที่ประสบมาหลายปีในระยะหลัง เนื่องจากสวนอัมพร ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมาเกือบ
2 ทศวรรษ ดูจะคับแคบเกินไปเสียแล้ว
อีกทั้งปัญหาในเรื่องที่จอดรถการเดินทางมาชมงาน ซึ่งนับวันจะเป็นอุปสรรคมากขึ้น
ปราจิน จึงตัดสินใจที่จะย้ายสถานที่จัดงาน แม้มนต์เสน่ห์ของสวนอัมพรจะขาดหายไป
แต่ปราจินมั่นใจว่า สถานที่แห่งใหม่นี้ จะดีกว่าทั้งความสะดวกในเรื่องการจัดงาน
ความสะดวกของผู้มาชมงาน และสำคัญที่สุดจากคาดหมายคร่าวๆ จะทำให้รายได้จะเพิ่มขึ้น
60%
ในปี 2541 งานมอเตอร์โชว์จะย้ายไปอยู่ในศูนย์แสดงสินค้า ซึ่งสร้างขึ้นใหม่
ในนาม BITEC หรือ BANGKOK INTERNATIONAL TRADE&EXHIBITION CENTRE บริเวณต้นถนนบางนา-ตราด
ซึ่งปัจจุบันศูนย์แห่งนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน
2540 ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านบาท
ปราจิน กล่าวว่า มีการเจรจากับผู้ดำเนินการศูนย์แห่งนี้มากว่า 2 ปีแล้ว
และเมื่อมองแนวโน้มแล้วจึงตัดสินใจที่จะนำงานมอเตอร์โชว์ไปไว้ที่นั่น
ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 140 ไร่ เป็นพื้นที่จัดแสดงประมาณ 80 ไร่
มีพื้นที่จอดรถถึง 4,000 คัน
สำหรับปราจิน รายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 60% เมื่อนำงานมอเตอร์โชว์มาไว้ที่นี่ก็เนื่องจากเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นเพราะแม้ว่าราคาเช่าที่
ปราจินจะเก็บจากผู้นำสินค้ามาแสดงในงานนั้นจะถูกลงแต่พื้นที่ซึ่งแต่ละรายจะเช่าในงานนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว
"ที่ผ่านมาบริษัทรถยนต์ต้องการพื้นที่ 900-1,000 ตร.ม. แต่เราให้ได้เพียงรายละประมาณ
400 ตร.ม. เท่านั้น เนื่องจากสวนอัมพรมีพื้นที่จำกัด แต่ถ้าที่ใหม่จะให้ได้เต็มที่
จึงทำให้รายได้เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งแม้ว่าเราจะต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ในที่ใหม่สูงกว่าที่สวนอัมพร
แต่เนื่องจากเราไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย เพราะทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ
การก่อสร้างต่าง ๆ จึงทำให้ต้นทุนดำเนินการของเราต่ำลงหลายล้านบาท"
ปราจินกล่าว
ดูเป้าหมายและแนวนโยบายของมอเตอร์โชว์ ที่จัดโดยปราจิน ซึ่งพยายามเน้นให้คนไทยได้สัมผัสเทคโนโลยียานยนต์ยุคหน้า
มองถึงอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้า ถ้าการย้ายสถานที่จัดงานไปยังที่ใหม่ประสบความสำเร็จ
ยิ่งน่าที่จะทำให้งานมอเตอร์โชว์โดดเด่นและทิ้งห่างงานแสดงรถยนต์อื่นที่จัดในเมืองไทยไปอีกหลายช่วงตัวทีเดียว
เพราะดูเหมือนว่างานแสดงรถยนต์รายอื่น จะย่ำอยู่กับที่โดยส่วนใหญ่ และบางรายที่เด่นดังขึ้นมาหลังเปิดเสรียานยนต์
จัดเพียงครั้งสองครั้ง ก็ล้มหายไป มหกรรมรถยนต์ ณ เซ็นทรัลพลาซ่า ช่วงปลายปี
ดูจะเป็นงานเดียว ที่พอจะติดชั้นเข้าเทียบเคียงมอเตอร์โชว์ของปราจิน
ที่สำคัญ ทั้งสองงานมีแนวโน้มที่จะจับมือรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยสายสัมพันธ์
ระหว่างปราจิน และขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานบริษัทสื่อสากล จำกัด เจ้าของงานมหกรรมรถยนต์
แต่ถ้าปล่อยให้ช่องว่างความยิ่งใหญ่ของงาน ระหว่างมอเตอร์โชว์กับมหกรรมรถยนต์
ถีบตัวออกไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะทำให้การจัดสรรผลประโยชน์เมื่อรวมตัวกัน ยากลำบากขึ้น
เพราะถ้าใครได้ไปชมงานมหกรรมรถยนต์ เมื่อปลายปี 2538 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากมอเตอร์โชว์มากเพียงใด
อย่าว่าแต่รถยนต์ต้นแบบเลย แม้แต่รถยนต์ที่แสดงถึงการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ก็แทบจะไม่มีให้เห็น
ทุกบริษัทนำแต่รถยนต์จะขายเข้ามาตั้งโชว์เพียงเท่านั้น
มนต์เสน่ห์ของงานแสดงรถยนต์ถ้าปล่อยให้จืดจางไป โดยหวังว่าบริษัทรถที่เข้ามาโชว์ยังขายรถได้
อีกไม่นานคงได้รู้สึกกับนโยบายที่ผิดพลาดนั้น
"ย้ายไปที่ใหม่ยังเป็นงานของเราคนเดียว ทางขวัญชัยยังไม่ได้มาร่วมเขาคงต้องรอให้เจรจากับผู้ถือหุ้นเสร็จสิ้นเสียก่อน
เพราะมีผู้ถือหุ้นจากเซ็นทรัลมาร่วมอยู่ในสื่อสากลด้วย การย้ายออกจากเซ็นทรัลจะต้องเจรจากัน"
ปราจินกล่าว
"ต้องเจรจากับผู้ถือหุ้นในบริษัทให้เรียบร้อยจึงจะย้ายได้" ขวัญชัย
ซึ่งมาร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานมอเตอร์โชว์ของปราจินด้วย ได้ตอบผู้สื่อข่าว
ความยิ่งใหญ่ของงานที่ดูจะห่างกันออกไปทุกขณะ ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
การเจรจากับผู้ถือหุ้นที่มาจากกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดูจะไม่ง่าย
สองปัจจัยสำคัญนี้น่าจะทำให้งานแสดงรถยนต์ที่หวังจะให้ยิ่งใหญ่เทียบชั้นต่างประเทศ
ในอนาคต
คงจะต้องเกิดจากฝีมือของคนเพียงคนเดียวเสียแล้ว