อินเตอร์เน็ตคืออะไรเชื่อว่า ณ นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้?
ผมเองถึงแม้จะไม่ได้รู้อะไรมากนัก เพราะยังไม่ได้ท่องเข้าไปในโลกของอินเตอร์เน็ตหรือโลกของไซเบอร์สเปซอย่างจริงจังเหมือนเพื่อนร่วมงานบางคน
โดยเฉพาะที่ทำหน้าอินเตอร์เน็ตใน "ผู้จัดการรายวัน" ฉบับวันศุกร์
ที่สัมภาษณ์ผู้คนทางอี-เมล์ ทางอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนเป็นปฏิปักษ์กับเทคโนโลยี
แต่พรมแดนข้อจำกัดทางด้านเวลา และภาษายังขวางกั้นอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก็รู้ว่าอินเตอร์เน็ตคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงทั่วโลกเข้าหากันผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
โมเด็ม เครือข่ายโยงใยไม่ว่าดาวเทียมหรือเส้นใยนำแสง
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตมีมากมายมหาศาล
โดยเฉพาะในแง่ของการแสวงหาความรู้
เรื่องโทษนั้นมีการพูดถึงการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางคนบอกว่าร้ายแรงกว่ายุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืน
หรือด้วยทุน เพราะผู้ที่ได้เปรียบอย่างถาวรคือประเทศผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่
1 วัฒนธรรมของประเทศผู้ใช้ภาษาอังกฤษย่อมเป็นวัฒนธรรมหลักของอินเตอร์เนต
พูดง่ายๆ ว่าเป็นวัฒนธรรมตะวันตก หรือวัฒนธรรมของประเทศร่ำรวย
กล่าวโดยองค์รวมแล้วใช่
แต่โดยเฉพาะตัวบุคคลแล้วไม่แน่นัก
เพราะวัฒนธรรมที่ว่านี้ก็มีของดีของเขาอยู่ จึงไม่อยากจะเหมารวมว่าเป็นโทษเสียทีเดียว
ไม่ถึงกับเป็นโทษหรอกแต่เป็นจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่
คนจะท่องอินเตอร์เน็ตได้ ในประเทศตะวันตกย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักกับการมีเครื่องคอมพิวเตอร์สักเครื่องแล้วใช้ภาษาที่เป็นภาษาแม่ของตนเอง
พูดเรียนอ่านเขียนมาตั้งแต่เด็ก แตกต่างจากในบ้านเราที่การซื้อโทรทัศน์ ผ่อนรถยนต์
ผ่อนบ้าน ย่อมจะต้องมาก่อนการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์อันเป็นสื่อสำคัญของเครือข่ายอินเตอร์เนตก็ใช่ว่าจะมีแพร่หลายไปทั่วประเทศ
และถ้ามี ค่าบริการการใช้โทรศัพท์สำหรับคนต่างจังหวัดจะเป็นอุปสรรคในการท่องโลกไซเบอร์สเปซ
เพราะการติดต่อกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ
จะถูกคิดอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกล
เสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเสรีภาพที่มีกรอบจำกัด
อยู่ที่เงิน
ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ มีการประกาศหลักสูตรอบรมการใช้อินเตอร์เน็ตในแวดวงธุรกิจ
คิดค่าอบรม 1 หลักสูตร 1 วันเต็มเป็นเงินกว่า 10,000 บาท แถมบอกว่ารับจำกัดเสียด้วย
เรียกว่าโรคเห่ออินเตอร์เน็ตหรืออินเตอร์เน็ตฟีเวอร์กำลังมาเยือนบ้านเราในบางแวดวง
กับบางคณะ บางบุคคล เหมือนกับที่เราเห่ออะไรต่อมิอะไรมาแล้วโดยตลอด
"ผู้จัดการรายวัน" เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นแห่งแรกๆ
และขณะนี้ก็อยู่ระหว่างริเริ่มใช้ระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสารระบบใหม่ที่กระชับขึ้น
ในขณะที่กว้างขวางขึ้นและเป็นสมาชิกอินเตอร์เน็ตด้วย อีกหน่อยเชื่อว่าเราคงต้องใช้อินเตอร์เนตภายในองค์กร
ซึ่งเรียกว่าอินตราเน็ต
ผมยังยืนยันว่ามันมีประโยชน์มหาศาลหากใช้เป็น
ใช้อย่างเป็นนายมัน
ไม่ใช่เป็นทาส
แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะท่องไปในโลกไซเบอร์สเปซละก็ ไม่ได้แปลว่ามนุษย์จะตามโลกไม่ทัน
ผมเชื่อว่าอันว่าสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีนั้น เมื่อถึงที่สุดเกิดมีขึ้นเพื่อรับใช้มนุษย์ให้มีความสะดวกความสบายขึ้น
ตามวัตถุประสงค์หลักของเป้าหมาย ซึ่งบางครั้งก็มีข้อจำกัดสำหรับชนบางหมู่บางเหล่าที่มีสตางค์น้อยและไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี
อันน่าจะเป็นหน้าที่สำคัญของผู้บริหารประเทศยุคใหม่ที่จะต้องแก้ไขข้อจำกัดนี้
ถึงไม่มีอินเตอร์เน็ตไม่มีโลกแห่งไซเบอร์สเปซอยู่ มนุษย์ก็แสวงหาความรู้ได้
จากการอ่านหนังสือ
อินเตอร์เน็ตจะก่อประโยชน์มหาศาล ต่อชุมชนของผู้แสวงหาความรู้ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางเข้าไปสู่ความรู้อันไม่สุดสิ้น
จากห้องสมุดชั้นนำทั่วโลก และข้อมูลข่าวสารทุกประเภทจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่เข้าสู่อิเลกทรอนิกส์มีเดีย
ซึ่งก็มีทั้งสาระ และไร้สาระ
มันอยู่กับว่ามนุษย์ในชุมชนนั้นต้องการอะไร
ปรัชญาพื้นฐานนี้หาได้จากการอ่านหนังสือ
ไม่ต้องหนังสือภาษาอังกฤษหรอก หนังสือภาษาไทย ทั้งโดยผู้มีความรู้ชาวไทย
และทั้งที่มาจากการแปล มีอยู่มากมายให้คุณอ่าน
ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณอ่านมันหรือยัง
หรือคุณอ่านหนังสือประเภทไหน
ผมอยู่วงการหนังสือมาประมาณ 20 ปี ตั้งแต่พลเมืองของประเทศไทยมีประมาณ
45 ล้านคน จนเดี๋ยวนี้จะถึง 60 ล้านคนอยู่แล้วกระมัง หนังสือดี ๆ หลายเล่มเมื่อ
20 ปีก่อนแค่ยอดพิมพ์ประมาณ 1,000-3,000 ฉบับ ยังขายไม่หมด เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น
ไม่ต้องพูดถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มุ่งให้ความรู้มากกว่าบันเทิง หรือบันเทิงก็บันเทิงอย่างมีสาระ
นับวันจะล้มหายตายจากไป
สังคมไทยจะเป็นอย่างไร มีคนบอกว่าให้ดูจากลักษณะการอ่านหนังสือของเขา
เดี๋ยวนี้คงต้องเพิ่มลักษณะของการใช้อินเตอร์เน็ตเข้าไปด้วยกระมัง ?