Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 

ข้อมูลประกอบเรื่อง นายแบงก์มองเศรษฐกิจโลกไม่เหมือนเดิมนิตยสารผู้จัดการ 360 องศา

  1 of 1  
 
สรุปแนวโน้มเศรษฐกิจและประเด็นที่น่าจับตามองในระยะต่อไป
ประเด็น แนวโน้ม สิ่งที่น่าจับตามอง
จีดีพี เศรษฐกิจในปี 2552 จะหดตัว 4.0-4.5% โดยคาดว่าจีดีพีในไตรมาส 2 จะติดลบกว่า 4% เทียบกับในช่วงเดียวกับปีก่อนหน้า และหดตัวน้อยลงจากที่ติดลบ 7.1% ในไตรมาส 1 ขณะที่การชะลอตัวในภาคการผลิตน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว สำหรับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคท่องเที่ยวยังคงมีความเสี่ยง อนึ่ง เราอาจเห็นจีดีพีกลับเป็นบวกอย่างเร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ (หรืออย่างช้าในไตรมาส 1 ปี 2553) อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยฯ คาดว่าจีดีพีจะสามารถกลับไปสู่ระดับสูงสุดเท่ากับช่วงไตรมาส 4 ปี 2550 ได้อย่างเร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 แม้ว่าตัวชี้เศรษฐกิจโลกจะปรับดีขึ้น แต่ดัชนีส่วนใหญ่ยังแสดงถึงการผ่านพ้นจุดต่ำสุด มากกว่าที่จะเป็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของ OECD ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำที่ดีสำหรับการส่งออกของไทย ได้ปรับตัวดีขึ้น เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีดังกล่าวมีสัญญาณของจุดต่ำสุดในอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี และสัญญาณที่เริ่มขึ้นมีเสถียรภาพในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ขณะเดียวกันดัชนีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (PMI) ในหลายประเทศก็เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะยังไม่มีการขยายตัวก็ตาม
อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ที่ระดับต่ำสุดหรือใกล้ถึง ระดับต่ำสุดแล้ว ขณะที่สัญญาณล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยบ่งชี้ว่า ความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง และความล่าช้าในการดำเนินนโยบายภาครัฐ อาจทำให้มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.25 ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว อาจเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แม้ว่ารัฐบาลจะมีแผนกู้ยืมมากขึ้นก็ตาม เนื่องจากสภาพคล่องในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง และความล่าช้าในการดำเนินโครงการต่างๆ การเติบโตของเศรษฐกิจที่เปราะบาง และอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ ทำให้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะยังคงไม่ตัดสินใจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต
เงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2552 จะอยู่ที่ 0.4-1.8% ตามลำดับ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2552 และจะกลับเป็นบวกที่ประมาณ 3% ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2553 จากผลของราคาน้ำมันที่ต่ำในช่วงไตรมาส 1 2552 (low base effect) แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุดจะเริ่มมีสัญญาณเพิ่มขึ้น แต่ระดับราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าปีที่แล้ว สะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานน่าจะมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง ไปจนถึงช่วงไตรมาส 4 ปี 2552 ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2551 เฉลี่ยจะอยู่ที่ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและ 58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ
เงินบาท คาดว่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2552 จะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ทั้งนี้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าตามแนวโน้ม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในระยะยาว จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่ชี้วัดในภาคการเงินต่างๆ (TED, VIX และ CDS spreads) สะท้อนว่ากระบวนการชำระคืนหนี้ และบทบาทของเงินดอลลาร์ในฐานะ "แหล่งพึ่งพิงที่ปลอดภัย" ได้จบสิ้นลงแล้ว ซึ่งไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบระบบการเงินโลกอีก (ซึ่งเราเชื่อเช่นนั้น) คาดว่าเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะต่อไป การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและเม็ดเงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง (ประมาณ 14 พันล้านในช่วง 5 เดือนแรกปีนี) ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา
น้ำมัน สำนักงานข้อมูลด้านพลังงาน (EIA) ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คาดว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในช่วงไตรมาส 4 ปี 2552 และในปี 2553 จะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ (เฉลี่ยที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2552 และ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2553) อุปสงค์และอุปทานน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงอ่อนแอ ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นๆ คงจะไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่มาข้อมูล : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)


news stories




upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us