Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 



new releases
Manager 360 aStore






 
In the Devil’s Garden
ผู้เขียน: Stewart Lee Allen
ผู้จัดพิมพ์: Ballantine Book
จำนวนหน้า: 325
ราคา: ฿580
buy this book

จิตสำนึกว่าด้วยบาปของฝรั่งตะวันตกที่นับถือคริสเตียนนั้นลึกซึ้งอย่างยิ่ง และมักจะย้อนเวียนกลับไปถึงยุคที่มนุษย์ชายหญิงคู่แรกของโลก อดัม-อีฟถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ เพราะละเมิดข้อห้ามของพระเจ้า

แม้กระทั่งยุคปัจจุบันที่พวกตะวันตกพากัน "ฆ่า" พระเจ้าออกจากจิตใจด้วยวิทยาศาสตร์และตรรกะมานับร้อยปีแล้ว เรื่องของบาปก็ยังไม่เคยถูกลบเลือนไป

แบร์โธลท์ เบรกท์ นักเขียนบทละครชื่อดังเยอรมันเคยเขียนละครชื่อ บาป 7 ประการของชนชั้นกลาง (ซึ่งกลายเป็นสำนวนคลาสสิกในการกล่าวถึงความชั่วร้ายในตัวมนุษย์) และเอ่ยถึงบาปที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าที่ถูกนำมากล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ ประกอบด้วย ตัณหา โลภะ โมหะ โทสะ เกียจคร้าน ตะกละ และการละเมิดพระเจ้า-สิ่งเคารพ

หนังสือเล่มนี้ก็ประยุกต์เอากรอบคิดดังกล่าวมาเป็นประเด็นในการสำรวจอาหารหรือเครื่องดื่ม "ต้องห้าม" บางชนิดที่โด่งดังในสังคมตะวันตกในปัจจุบัน เอามาร้อยเรียงด้วย อารมณ์ขัน พร้อมกับข้อสังเกตน่าสนใจถึงความเป็นมาและผลพวงของข้อห้ามต่างๆ

ถือเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตสำนึกของมนุษย์ในสังคมต่างๆ ที่มีต่อสิ่งที่ตนเองบริโภค เข้าไป ภายใต้กรอบของวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกันไป

อย่างน้อยที่สุด ก็ตอกย้ำชัดเจนว่า สิ่งที่เรียกว่า บาป ของมนุษย์นั้น มีรากจากจิตที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากมนุษย์จนกลายเป็นเรื่องราวเชิงจริยธรรมขึ้นมา ไม่ได้เป็นบาปจริงตามธรรมชาติ เพราะองค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้นไม่อาจจะให้นิยามสำหรับตัวมันเองได้ว่า บาปหรือไม่บาป

ร้ายไปกว่านั้น ข้อห้ามบางประการ ยังเคยก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เพราะมีคนบางคนและบางกลุ่ม ยอมที่จะอดตายเสียยิ่งกว่าจะยอมละเมิดข้อห้ามในการบริโภค กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เชื้อโรคทางจิตวิทยา เช่น โรคกระเพาะไม่ยอมรับอาหาร (anorexia) ที่จนปัจจุบันมีคนตายไปปีกว่าหลายพันรายด้วยสาเหตุนี้

ผู้เขียนระบุว่า แรงจูงใจส่วนหนึ่งของเขาคือ การได้ประจักษ์ในข้อเท็จจริงว่า มนุษย์บางคนได้พิพากษา ต่อสู้ และทำลายล้างผู้อื่น เพื่อข้อห้ามเหล่านี้อยู่ในอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งที่ถือกันว่า เป็นยุคที่ความคิดทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทกำหนดกรอบความคิดค่อนข้างสูง

การกิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีความทุกข์และสุข กลายเป็นบาปได้อย่างไร เป็นคำตอบที่น่าค้นคว้า

หนังสือเล่มนี้ไม่สามารถให้รายละเอียดครอบคลุมอาหารและเครื่องดื่ม "ต้องห้าม" ทุกชนิดในโลกนี้ได้หมดแต่ตัวอย่างในหนังสือเหล่านี้ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เราต้องกลับไปนั่งทบทวนตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ในเรื่องเหล่านี้ เนื่องจาก มาตรฐานคำว่า "ต้องห้าม" นั้น ไม่ได้มีเท่าเทียมกัน

ตัวอย่างเช่น การกินสุนัข แมว หมู วัว หรือ สัตว์เลื้อยคลานบางจำพวก อาจจะเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์บางสังคม แต่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมากในบางสังคม หรือบางศาสนา หรือ ลัทธิ

ในหนังสือนี้ เราได้พบตัวอย่างน่าสนใจเช่น มะเขือเทศ ซึ่งมีชื่อเรียกครั้งแรกในสเปนครั้งโคลัมบัสนำกลับมาจากอเมริกาใต้ว่า แอปเปิลแห่งความรัก ถูกถือว่าเป็นผลไม้ที่กระตุ้นอารมณ์เพศ เพราะมีสีแดง และจนถึงปัจจุบัน แม้ในโลกวิทยาศาสตร์จะรุ่งเรืองมาก แต่ความเชื่อดังกล่าวก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นซากอยู่ต่อไป เมื่อพบว่า เมนูอาหารอย่าง Pate aux Mon Petit Chou ที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศ ยังเป็นอาหารต้องห้ามต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ อาหารต้องห้ามเหล่านี้ โยงใยเข้ากับเรื่องราวเก่าแก่ทางศาสนา หรือเหตุการณ์สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือ สูตรอาหารที่ชื่อ Nipples of the Virgin (พาสตรี้รูปหัวนมสตรี) ซึ่งมีการนำไปโยงใยเข้ากับตำนานเก่าแก่ครั้งโรมันเรืองอำนาจ ว่า นักบุญอะกาธาถูกทรมานด้วยการตัดหัวนมทิ้ง เมื่อไม่ยอมกล่าวถ้อยคำประณามพระเจ้าหรือคริสต์ศาสนา จนกระทั่งเสียชีวิต และต่อมาได้มีการคิดสูตรอาหารนี้ซึ่งมีขนาดเล็กเท่าๆ กับหัวนมสตรีเป็นสัญลักษณ์เพื่อรำลึกถึงนักบุญดังกล่าว

ในทางกลับกัน ความเชื่อเก่าแก่ก็ได้มีพัฒนาการที่คลี่คลายออกไป เช่น สตรีกรีกโบราณเชื่อว่ากินสลัดมากจะทำให้ลดราคะจริตแบบเดียรัจฉานลง ได้กลายเป็นที่มาของความเชื่อสตรีในโลกปัจจุบันว่า กินสลัดจะทำให้รูปร่างเพรียวบางลง แต่ความเชื่อนี้ก็ยังถูกคัดง้างจากนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการบางสำนักที่ระบุว่า ผักสลัดดิบต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นราคะได้ ดังตำนานเก่าของเทพธิดาอะโฟรไดท์ของกรีกโบราณเช่นกัน

ในบางกรณี อาหารต้องห้ามบางอย่างก็เกิดขึ้นจากเหตุผลบางประการ เมื่อเราได้เห็นชัดเจนว่าอาหารบางชนิด ประกอบขึ้นมาด้วยการทรมานสัตว์อย่างสยดสยอง ดังเช่น Wagyu Beef Kabobs ซึ่งเป็นเนื้อย่างจากวัวที่เลี้ยงปล่อยนำมาฆ่าให้ตายโดยการนวดกล้ามเนื้อจนเสียชีวิต หรือ The Sadean Goose ห่านย่าง ที่มีสูตรทำแบ่งออกเป็นสองวิธีคือ ใช้ตับห่านย่างจนเกรียมราดหน้าด้วยซุปเห็ด กับอีกวิธีที่น่าสยดสยองมากคือ เอาห่านมาย่างเป็นๆ แล้วเฉือนเฉพาะเนื้อตรงหน้าอกมากินร้อนๆ เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่สนใจจะทำอาหารเข้าร่วมโครงการ "ครัวไทยสู่โลก" ของรัฐบาลไทยปัจจุบัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจมิติเชิงวัฒนธรรมของการบริโภคของสังคมตะวันตก ที่ถูกตั้งเป้าหมายสำคัญว่า จะเป็นตลาดที่ทำกำไรสูงสำหรับผู้สนใจในอนาคต

เพราะว่ามิติทางวัฒนธรรมเช่นนี้แหละ นักการตลาดที่ช่ำชองต่างยอมรับกันว่า เป็น holistic branding ที่อยู่ยั่งยืนกว่า การสร้างตราสินค้าวิธีอื่นๆ ที่มีต้นทุนสูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้

ส่วนคนที่จะอ่านเล่นๆ ยามว่าง ก็เพลิดเพลินไม่น้อยทีเดียว

รายละเอียดในหนังสือ

Introduction บทเกริ่นนำว่าด้วยความเชื่อของคนตะวันตกเกี่ยวกับอาหารต้องห้ามที่ถือเป็นอาหาร "บาป" ที่กระตุ้นให้มนุษย์พร้อมทำบาป 7 ประการได้ พร้อมกับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับบาปนับแต่มนุษย์คู่แรกของโลก (ตามคติยิวและคริสต์) กินแอปเปิลเป็นต้นมา

Part 1 : Lust Menu ว่าด้วยอาหาร 5 ประเภท ที่เชื่อว่า เป็นต้นธารของกามตัณหา หรือกระตุ้นราคะ ได้แก่ ช็อกโกแลตสีน้ำเงิน สลัดแห่งจาร์แดง (เพราะมีแอปเปิลที่เก็บปลายฤดูเป็นส่วนผสมหลัก) Fruit Des Homme (แตงกวาทะเลผสมมายอง เนส) Pate aux Mon Petit Chou (มีมะเขือเทศและพืชกลิ่นฉุนบางชนิดผสม) และ Chocolat du Barry (ขนมปิ้งหวานราดหน้าครีมช็อกโกแลตตีขึ้นฟอง กินด้วยมือซ้าย) พร้อมด้วยเกร็ดที่มาของความเชื่อ และนิทานเก่าๆ พร้อมกับความเชื่อเรื่องอาหารทั่วโลกที่ถูกร่ำลือว่าเป็นยากระตุ้นอารมณ์ใคร่ทางเพศได้ เช่น คนจีนกินสมองลิง และอุ้งตีนกอริลลา เด็กหนุ่มนิวกินีกินอสุจิของชายสูงอายุเพื่อจะแสดงความเป็นชายสมบูรณ์ สตรีกรีกโบราณเชื่อว่ากินสลัดมากจะทำให้ลดราคะจริตแบบเดียรัจฉานลง (เป็นที่มาของความเชื่อสตรีในโลกปัจจุบันว่า กินสลัดจะทำให้รูปร่างสวยขึ้น) คนสเปนยุคหลังโคลัมบัสเรียกมะเขือเทศว่า แอปเปิลแห่งความรัก เพราะกระตุ้นราคะได้วิเศษ เป็นต้น

Part 2 : Gluttony Menu ว่าด้วยอาหาร 5 ประเภทหลักของคนยุโรปที่กระตุ้นความตะกละตะกลามของคนกินให้เพิ่มพูนขึ้นจนไร้ขีดจำกัด เสมือนหนึ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงกับปีศาจ ได้แก่ ไวน์น้ำผึ้งโรมัน Ovis Apalis (ไข่ยัดไส้ใส่ซอสเผ็ดร้อนแบบโรมัน) Salami Esotici (ไส้กรอกอิตาเลียนยัดไส้ด้วยรกกระต่าย และเครื่องเทศ) Ortolan au Mitterrand (นกป่าร้องเพลงได้ที่ถูกดักให้ตาบอด ขุนให้อ้วนเป็นหลายเท่าของขนาดจริง จุ่มลวกเป็นๆ กินทั้งตัว) และ Dolia (กระรอกเลี้ยงในที่มืด และฆ่าในที่อับแสง เคล้ากับเมล็ดฝิ่นแล้วอบให้สุก) พร้อมกับเกร็ดตำนานว่า ทำไมพระคาทอลิกถึงเน้นรูปร่างผอมเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญและการเสียสละ (ด้วยเป้าหมายต่างจากนางแบบในปัจจุบัน) และตำนานตรงกันข้ามของอินเดียนเผ่าโอจิบวาในแคนาดาที่เน้นว่าความอ้วนคือความงาม

Part 3 : Pride Menu ว่าด้วยสำรับอาหาร 6 อย่างของตะวันตกที่กินเข้าไปเพิ่มอัตตาและอหังการส่วนตน แสดงออกถึงการตอบโต้เผ่าพันธุ์อื่นด้วยความเกลียดชัง เข้าทำนอง "คุณกินอะไร ก็เป็นคนอย่างนั้น" หรือ "จะรักฉัน ต้องชอบอาหารที่ฉันชอบกิน" ได้แก่ The Dirt Eater (ค็อกเทลแชมเปญพื้นบ้านฝรั่งเศส แกล้มช็อกโกแลต ผสมกับความหยิ่งผยองทางชนชาติ) Crostini di Fegato (ขนมปังปิ้งแบบทัสคานีราดหน้าด้วยตับไก่สับกับกระเทียมและหัวลิลลี่) Pane de Indio (ขนมปังจากแป้งข้าวโพดหมักสูตรอินเดียนแดง ราดหน้าด้วยแยมดอกไม้ป่า) และ Dead Man's Lima Beans (ถั่วลิมาสอดไส้ด้วยเบคอนและเนยเหลว) Humble Pie (พายอิตาเลียนท้องถิ่นราดด้วยซอสแบบฟลอเรนซ์) และ Galette des Rois (เค้ก "ราชา" เพื่อฉลองการกลับมาของพระเยซูแบบนิวออร์ลีนส์) พร้อมด้วยเกร็ดอาหารที่บ่งบอกวรรณะในสังคมอินเดียได้ชัดเจน

Part 4 : Sloth Menu ว่าด้วยอาหารที่ทำให้คนเกียจคร้าน 8 ชนิด (เพราะกินเป็นอาหารเที่ยง เพื่อจะง่วงหลับในตอนบ่ายสำหรับพวกละตินทั้งในยุโรปและทั่วโลก) ได้แก่ Le Fee Vert (แอ็บแซงธ์ผสมแชมเปญ) Consommm Spartacus (ซุปโบราณของพวกสปาต้าผสมเลือดหมูตัวผู้และน้ำส้มสายชู ผสมเครื่องเทศ ดื่มร่วมกับขนมปังรวมรสสีเขียวของตูร์โกท์ หรือ Pain au Turgot) Escargots au Lentment (หอยทากอบไฟอ่อนในหม้อใหญ่ กินร่วมกับซอสคอนยัค) Boeuf en Croute (เนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยข้าวโพดย่างหั่นหนาๆ ให้เนื้อข้างนอกเกรียม ราดหน้าด้วยซุปเห็ด กินร่วมกับไวน์แดง ต้นหอม และมันฝรั่งนึ่ง ราดครีม หรือ Mashed "Couch" Potatoes) Nipples of the Virgin (พาสตรี้รูปหัวนมสตรี แทนตำนานของนักบุญอะกาธา ราดหน้าด้วยครีมหรือช็อกโกแลตหนา เสิร์ฟร้อนๆ) และ John Barleycorn Brandy (ไวน์อเมริกันสูตรจอห์น บาร์เลย์คอร์นปี 1920 เท่านั้น)

Part 5 : Greed Menu ว่าด้วยอาหาร 5 ประเภท ที่กินแล้วทำให้โลภจริตครอบงำ เกิดอาการคลุ้มคลั่ง และคิดทำร้ายผู้อื่น ประกอบด้วย Leche de Mamasita (เมรัยเรียกน้ำย่อยทำด้วยวอดก้า ผสมครีม และหมึกเขียว) Crostini de Jesus (เวเฟอร์อบโรยหน้าด้วยเครื่องปรุงเผ็ดร้อน) Smoked Green Makeku (เนื้อตะโพกลิงบาบูนคลุกสมุนไพรย่างอ่อนๆ ด้วยถ่านไม้เนื้อแข็งเขตร้อน) Fried Capitalist Pig (เนื้อหมูเฮติย่างราดด้วยซอสขม โรยกระเทียมดอง) Rock Candy Mountain (เสิร์ฟพร้อมกับซอสวิสกี้)

Part 6 : Blasphemy Menu ว่าด้วยอาหาร 5 ชนิดที่กินเข้าไปครบแล้วทำให้จิตใจฟุ้งซ่านลำเลิกศาสนาและดูหมิ่นพระเจ้า-สถาบันธรรมะกันเลยทีเดียว ประกอบด้วย Brandy "Masai" Alexander (เลือดวัวสดผสมน้ำแข็ง นม และบรั่นดี) Fritatta with Marrano Sausage (ซอสเผ็ดร้อนผสมไข่และหมูแฮม) Iguana Carpaccio (กิ้งก่าขุนด้วยใบชบาย่าง กินพร้อมกับซอสคาทอลิก) Adafina with Matzoh Balls (สตูว์พวกนอกรีตทำด้วยเนื้อ และไตไก่) และ Biscuit de Jesus (เวเฟอร์ ราดหน้าด้วยแยมตำรับยิวโบราณ)

Part 7 : Anger ว่าด้วยอาหาร 6 ชนิด และของหวาน 7 ชนิด ที่กินแล้วไปแล้วกระตุ้นโทสะจริตให้กรุ่นขึ้นมา ประกอบด้วย Kir Royale (แชมเปญปนเลือดผสมกับครีมฝรั่งเศส) Insanity Popcorn (ข้าวโพดคั่วคลุกพริกป่น) Wagyu Beef Kabobs (เนื้อย่างจากวัวเลี้ยงปล่อย ซึ่งฆ่าโดยการนวดกล้ามเนื้อจนตาย) The Sadean Goose (แบ่งออกเป็นสองอย่างคือ ตับห่านย่างจนเกรียมราดหน้าด้วยซุปเห็ดกับเนื้อหน้าอกห่านย่าง เป็นๆ แล้วเฉือนมากินร้อนๆ) Buddha's Delight (จีนเรียกว่า โล ฮาน ใจ หมายถึง ผักต้ม 5 ชนิดได้แก่ เห็ดหอม หน่อไม้ เต้าหู้ ผักกาดเขียว และแครอต ใส่ถั่วลิสง และน้ำมันงา)



upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide



 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us