|

new releases
Manager 360 aStore
|
|
|

 |
 |
Market Panic
ผู้เขียน: Stephen Vines
ผู้จัดพิมพ์: John Wiley & Sons (Asia)
จำนวนหน้า: 266
ราคา: ฿750
buy this book
|
 |
|
 |
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์เก่า ช่ำชองกับวงการธุรกิจ-การเมืองในฮ่องกงและเอเชียยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่ม (ครั้งหนึ่งเคยมาร่วมงานกับพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ในการบุกเบิก Asia Times ของค่ายผู้จัดการในกรุงเทพฯ อยู่หลายปี ช่วงหลังนี้หันมาเขียนหนังสือเล่มเป็นหลักโดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานที่ทำงาน เรื่องราวที่เขียนส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ-การเมืองในเอเชียเป็นหลัก ซึ่งพวกนักลงทุนในยุโรปและอเมริกาต้องการมากเป็นพิเศษ
งานเขียนครั้งสุดท้ายของเขาเมื่อ 3 ปีก่อน โด่งดังไม่น้อย The Year of Living Dangerously (ยืมชื่อมาจากภาพยนตร์การเมืองในอินโดนีเซียเมื่อ 20 ปีก่อน) ว่าด้วยมุมมอง วิกฤติและการฟื้นตัวที่เปราะบางของธุรกิจในเอเชียที่ยังคงไม่ทิ้งรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิม
มาครั้งนี้เขาก้าวไปไกลกว่าเรื่องเอเชีย โดยข้ามไปวิเคราะห์เรื่องของการตื่นตระหนกขายของตลาดหุ้น โดยอิงข้อมูลจากพฤติกรรมทำนองเดียวกันของตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าสนใจก็คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือประเภท How-to หรือประวัติศาสตร์การพังทลายของตลาดหุ้น แต่เป็นการเจาะประเด็นด้วยโจทย์ว่า เราจะเรียนรู้ธรรมชาติต่างๆ ของการตื่นตระหนกขายของตลาดหุ้นได้อย่างไร วิธีใด และทำความเข้าใจเพื่อสร้างโอกาสจากวิกฤติได้อย่างไร
ผู้เขียนเองก็รู้ขีดจำกัดของตนเองดี จึงบอกเอาไว้แต่เนิ่นๆ ว่า หนังสือเล่มนี้มีให้สำหรับนักอ่านเบื้องต้นที่ต้องการเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องตลาดหุ้น ไม่ใช่สำหรับนักเก็งกำไรโดยตรงที่ต้องมีรายละเอียดมากมายกว่าที่ปรากฏในหนังสือ
ข้อสรุปของเขาที่ว่า ชนชั้นนักเก็งกำไรที่แท้จริงนั้น จะต้องไม่หวั่นไหวและตกเป็นเหยื่อของความผันผวนของราคา แต่สามารถเอาชนะตลาดได้ดี อาจจะไม่ใช่ข้อสรุปใหม่แต่ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทำได้ยากมาก และมีเพียงจำนวนน้อยรายที่จะสำเร็จทุกครั้ง
เขามองว่าราคาหุ้นและการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดนั้น แยกตัวเองออกจากพื้นฐานของบริษัทเจ้าของหุ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจ ยกเว้นจะมีช่วงที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกันเป็นบางครั้งเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวที่แท้จริง เกิดจากจิตวิทยาฝูงชนที่มีการต่อสู้ระหว่างความกลัว และความโลภเป็นหลัก
บทที่ 3 ที่ผู้เขียนแสดง 11 ลำดับขั้นของการตี่นตระหนกขายจากเริ่มต้นไปจนจบสิ้นกระบวนความ น่าสนใจมาก อย่างน้อยก็ทำให้นักลงทุนมีจุดสังเกตสังกาได้ง่ายว่า เรากำลังอยู่ตรงไหนของขั้นตอน
ข้อสรุปของผู้เขียนที่กล้าหาญได้แก่ ฟันธงไปเลยว่า คำว่าประสิทธิภาพและภูมิคุ้มกัน ตลาดหุ้นนั้น เป็นถ้อยคำสวยหรูที่เป็นกรณีสัมพัทธ์เท่านั้น ไม่เคยมีอยู่จริง และไม่มีทางป้องกัน การตื่นตระหนกขายได้ ไม่ว่าในกรณีใดๆ หากมันจะเกิดขึ้น
ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุนเก็งกำไรเคลื่อนไหวเสรีมากขึ้น ความไร้ประสิทธิภาพจะเร็วมากขึ้น และใหญ่มากกว่าเดิมหลายเท่า
ที่สำคัญ การตื่นตระหนกขายของนักลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับจากความไม่มีเหตุผลจำนวนมากๆ พร้อมกัน ไม่ได้เกิดจากผลประกอบการหรือภาวะเศรษฐกิจมหภาค แต่อย่างใด
ประเด็นเรื่องหา "จังหวะ" ด้วยการพิจารณา "เงื่อนเวลา" คือแกนหลักของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีตัวอย่างปรากฏให้เห็นในหนังสือเล่มนี้หลายแห่งซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นต่อมความคิดนักลงทุน จำนวนไม่น้อยในตลาดหุ้นที่นิยมกับการ "ซื้อเมื่อเขียว" และ "ขายเมื่อแดง" ฉุกคิดขึ้นมาได้บ้างว่า มีคนที่สร้างความร่ำรวยจาก การ "ซื้อเมื่อแดง" แล้ว "ขายเมื่อเขียว" มาให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้น และตลาดขาลง
เจตนาของผู้เขียนเล่มนี้แม้ดูเหมือนจะเป็นความพยายาม "ร่อนแกลบหาเม็ดข้าว" อยู่บ้าง แต่ก็เป็นการจุดประกายความคิดย้อนศรสำหรับนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดหุ้น และคนที่อยากรู้เรื่องตลาดหุ้นในบางแง่มุมได้ตามสมควร
อ่านฆ่าเวลาได้เพลินๆ เอาไว้เล่าสู่กันฟังยามพักร้อนหรือหลังอาหารค่ำ แต่จะนำไปใช้อ้างอิงมากมายคงไม่ได้เรื่องอะไร
คนที่คาดหวังว่าจะ "อ่านแล้วรวย" นั้น ขอแนะนำให้อ่านเล่มอื่นจะดีกว่า
รายละเอียดในหนังสือ
Chapter 1
Preparing for panics and profiting from them ว่าด้วยความจำเป็นที่ต้องเข้าใจ 12 สาเหตุของความเฟื่องฟู และ 9 สาเหตุของพังทลายตลาดหุ้นในอดีตที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะได้ซื้อในช่วงต่ำสุดของวิกฤติ และขายในเวลาที่ตลาดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการเล่นออร์เคสตราที่ผู้ควบคุมวงต้องหันหลังให้ฝูงชน ถึงจะเล่นได้ดี
Chapter 2
Types of panics รูปแบบการตื่นตระหนกขาย 4 ประเภท ในตลาดหุ้น พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ประสิทธิภาพของตลาดทุนนั้น เอาเข้าจริง เป็นเพียงคำปลอบใจที่ไร้สาระธรรมดา ไม่มีทางสร้างภูมิคุ้มกันการตื่นตระหนกขายของนักเก็งกำไรได้
Chapter 3
The panic cycle วงจรแห่งการตื่นตระหนกในตลาดหุ้น ต่างจากวงจรธุรกิจ แม้จะมีส่วนเหลื่อมกันอยู่บ้าง แต่ความผันผวน ของตลาดหุ้นยุคโลกาภิวัตน์จะมากกว่าในอดีตมากขึ้น เมื่อทุนเก็งกำไรเคลื่อนย้ายมากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้ฟองสบู่มีขนาดใหญ่ ขึ้น บทนี้เสนอ 11 ลำดับขั้นของการตื่นตระหนกตั้งแต่แรกจนถึงจบกระบวน
Chapter 4
A new age of panics เครื่องมือที่ก้าวหน้าทางการเงินที่นำเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่าง ตราสารอนุพันธ์ เฮดจ์ ฟันด์ประกันภัยพอร์ตโฟลิโอ และ ฯลฯ มีส่วนกระตุ้นให้คนเชื่อว่าตลาดหุ้นจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งที่นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงมีปริมาณมากขึ้น และน่ากลัวมากขึ้น
Chapter 5
The traders and the fund managers นักค้าหุ้นและผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศ 2 รายให้ภาพพวกเขาสามารถใช้ความผันผวนของการตื่นตระหนกขายในตลาดในฐานะโอกาสสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เพราะนักลงทุนทั่วไปในตลาดมีความจำสั้นเพียงแค่เหตุการณ์เมื่อวานนี้เท่านั้น
Chapter 6
The psychology of panics มุมมองใหม่ของการตื่นตระหนกขายของตลาดหุ้นว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลของจิตสำนึกที่ไร้เหตุผล ความจริงแล้วตลาดไม่ได้ตื่นตระหนก แต่จิตวิทยาฝูงชนของนักลงทุนต่างหากที่เป็นเช่นนั้น การต่อสู้ระหว่างความกลัว และความโลภตลอดเวลาต่างหากที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น เมื่อใดที่คนกลัวขาดทุนครอบงำตลาด เมื่อนั้นการตื่นตระหนกจะแสดงพลังออกมา
Chapter 7
Does diversification provide protection against market fluctuations? วิเคราะห์การกระจายพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ในตลาดหุ้นไปหาตลาดอื่น เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ ตราสารอนุพันธ์ และกองทุนรวม ซึ่งท้ายสุดได้ข้อสรุปว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำกำไร ในขณะที่ไม่ได้ลดความเสี่ยงลงอย่างมีนัยสำคัญตามที่คาดหวัง
Chapter 8
In the market always right? ตลาดหุ้นมักจะตกอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ผิดๆ มากมายเกี่ยวกับทฤษฎีที่ใช้อธิบายการพุ่งขึ้นของราคาหุ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง มีข้อบกพร่องในคำอธิบาย ให้เห็นทั่วไป แต่ท้ายสุดในระยะยาวแล้ว ทฤษฎีของเบนจามิน แกรห์ม กลับถูกต้องที่สุดว่า บริษัทพื้นฐานดีเท่านั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้น
Chapter 9
Opportunity ช่องทางการแสวงหาโอกาสจากการตื่น ตระหนกขายของตลาดหุ้นในหลายรูปแบบทั้งช่วงตลาดพัง ตลาด ขาขึ้นรอบใหม่ การทำความเข้าใจพฤติกรรมสุดขั้วของนักลงทุนในระยะสั้น ภายใต้ข้อสรุปว่า จังหวะทำกำไรสูงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ ความกลัว ความไร้เหตุผล และพฤติกรรมสุดขั้ว แสดงออกพร้อมๆ กันไป คนที่พบความลับเรื่องนี้จะรวยมหาศาลเสมอ
|
 |
|
|