|

new releases
Manager 360 aStore
|
|
|

 |
 |
Free
ผู้เขียน: Chris Anderson
ผู้จัดพิมพ์: Hyperion Books
จำนวนหน้า: 288
ราคา: $26.99
buy this book
|
 |
|
 |
Chris Anderson บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Wired จะพาคุณไปสำรวจแนวคิดใหม่ของเศรษฐกิจโลก ตลาดใหม่ที่มีแต่ของ "ฟรี" แต่ไม่ใช่ฟรีในแบบที่คุณเคยรู้จัก ไม่ใช่ของฟรีที่เป็นลูกเล่นของการตลาดแบบเก่า แต่เป็นของฟรีจริงๆ ที่หมายถึงมีราคาเป็นศูนย์ และคุณไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว
Anderson อธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ ของฟรีว่า เป็นเพราะต้นทุนของสิ่งต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาจาก เทคโนโลยีทั้งสามของโลกออนไลน์ ลดต่ำลงตลอดเวลา เนื่องจากการที่เทคโนโลยีเหล่านั้นคือ ตัวประมวลผลคอม พิวเตอร์ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตและความจุของฮาร์ดดิสก์ มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดเวลาในราคาที่ถูกลง
Anderson ชี้ว่า ต่อไปธุรกิจทั้งหลายจะต้องแข่งขัน กับตลาดของฟรี และจะต้องเปลี่ยนไปใช้โมเดลธุรกิจใหม่ เศรษฐกิจใหม่ที่มีกำเนิดจากโลกของเว็บนี้จะทำให้ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ล้วนมีโอกาสที่เท่าเทียมกันที่จะแข่งขันกันดึงดูด "ความสนใจ" และสร้าง "ชื่อเสียง" และทั้งสองอย่างนี้คือเงินสกุลใหม่บนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีค่าเช่นเดียวกับสกุลเงินในโลกจริง หมายถึงว่า เงินสกุลใหม่บนโลกออนไลน์ก็สามารถจะนับจำนวนได้ หรือแปลงหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ รวมถึงแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด
กำเนิดเศรษฐกิจ freeconomies
คุณรู้หรือไม่ว่า ขณะนี้มีคนมากมายที่กำลังทำเงินจากของฟรี โดยไม่คิดเงินจากคุณแม้แต่บาทเดียว และคน เหล่านี้มีจำนวนมากพอจนสามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศประเทศหนึ่งได้ ด้วยการเสนอสินค้าที่ราคาเท่ากับหรือเกือบเท่ากับศูนย์ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และแนวโน้มของเศรษฐกิจของฟรีนี้จะเป็นอย่างไร ต่อไป
ในเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม สิ่งที่เรียกว่าเป็นของฟรี
ไม่ได้ฟรีจริง หากแต่ถูกจ่ายด้วยวิธีหรือรูปแบบอื่น แต่ของฟรีในเศรษฐกิจใหม่นี้ เป็นของฟรีที่ไม่ต้องใช้เงินเลย สิ่งที่เรียกว่าเป็นของฟรีในเศรษฐกิจแบบเก่า ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม หนีไม่พ้นเป็นเพียงการเปลี่ยนหรือย้ายการจ่ายเงินจากสินค้าหนึ่งไปสู่สินค้าอื่น หรือเปลี่ยนคนที่ต้องเป็นคนจ่าย หรือเพียงแค่เลื่อนการจ่ายออกไปเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ เรียกของฟรีแบบนี้ว่า cross-subsidies และนี่ก็คือที่มาของประโยคที่ว่า "ของฟรีไม่มีในโลก" เพราะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะต้องมีคนที่เป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าที่เรียกว่าของฟรีนั้น ถ้าไม่ใช่คุณเป็นคนจ่ายโดยตรงก็เป็นคนอื่นที่จ่ายแทนคุณ เพราะเขาได้รับประโยชน์จากการเป็นคนจ่ายค่าของฟรีนั้นแทนคุณ อย่างเช่นโฆษณาตามรายการทีวี ซึ่งเจ้าของสินค้าที่โฆษณาเป็นคนจ่ายค่ารายการนั้นแทนคุณ เพื่อให้คนดูได้ดูรายการฟรีๆ แต่คนดูก็จะเป็นผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าที่โฆษณาในรายการนั้น ซึ่งก็บวกค่าโฆษณาเข้าไปในสินค้าที่ขาย
แต่เศรษฐกิจแบบ "freeconomics" เกิดจากการที่เทคโนโลยีสำคัญ 3 อย่างในยุคดิจิตอลมีราคาถูกลงตลอดเวลา หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลงครึ่งหนึ่งทุก 2 ปี ราคา bandwidth ซึ่งเกี่ยวกับความเร็วของการรับส่งข้อมูลออนไลน์ มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 9 เดือน และฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลบนโลกดิจิตอล นอกจากคุณภาพดีขึ้นแล้วยังถูกลง ความจุของฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ ปี ผลก็คือ อัตราของราคาในโลกออนไลน์ลดลงเกือบ 50% หมายความว่า ไม่ว่าต้นทุนของการดูคลิปบน YouTube ในวันนี้จะเป็นเท่าใด มันจะลดลงครึ่งหนึ่งภายในเวลาเพียงปีเดียว ในทำนองเดียวกัน แนวโน้มของต้นทุนการทำธุรกิจออนไลน์ก็เป็น ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือราคาเป็นศูนย์ หรือฟรีนั่นเอง
ในเวลาอีกไม่นาน บริษัททุกแห่งจะต้องมานั่งคิดว่า จะสามารถใช้ประโยชน์จากราคาฟรีแบบใหม่นี้ได้อย่างไร หรือนั่งกุมขมับว่า จะหาทางแข่งขันกับของฟรีในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างไร
เศรษฐกิจที่ไม่ต้องใช้เงิน
Google เสนอสินค้านับร้อยอย่าง ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ตัดต่อภาพ ไปจนถึงโปรแกรม word processor และ spread-sheet โดยเกือบจะเป็นสินค้าที่ฟรีทั้งหมด ฟรีจริงๆ แบบไม่มีการหมกเม็ด Google ทำเงินได้มากมายมหาศาลจากสินค้าที่ซื้อโฆษณาในผลิตภัณฑ์หลักเพียงไม่กี่ตัวของ Google ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการค้นหาข้อมูล และโฆษณาที่เว็บอื่นๆ แปะลงบนหน้าเว็บเหล่านั้น แล้วแบ่งรายได้กับ Google รายได้นี้มาก เกินพอ จน Goodgle สามารถจะเสนอสินค้าอื่นๆ ได้ฟรีแทบทั้งหมด Eric Schmidt CEO ของ Google เห็นว่า กลยุทธ์ของฟรีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างตลาดที่ใหญ่ที่สุด และทำให้มีผู้ใช้ Google มากที่สุดได้ เขาเรียกกลยุทธ์ของฟรีนี้ว่า "max strategy" และเขาคิดว่า กลยุทธ์นี้จะกลายเป็นตัวกำหนดตลาดข้อมูลข่าวสารในอนาคต
จุดจบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อเนื้อหาในสื่อ
การเกิดขึ้นของเว็บนำไปสู่จุดจบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อ เนื้อหาในสื่อ หลังจากพยายามมานานหลายปีที่จะขอให้คนจ่ายเงินเพื่อซื้อเนื้อหาบนเว็บ ขณะนี้เกือบเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การพยายามต่อต้านเศรษฐกิจดิจิตอลไม่เคยได้ผล และของฟรี เป็นฝ่ายชนะ และไม่เพียงชนะบนโลกออนไลน์ แต่กำลังจะลามออกไปยังโลกออฟไลน์ด้วย
ดูเหมือนหนังสือพิมพ์จะรู้ตัวก่อนใครเพื่อน เมื่อตระหนักแล้วว่า คนรุ่นใหม่ยุค Google ครองโลก จะไม่มีวันยอมจ่ายเงินซื้อหนังสือพิมพ์ เหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเขาเป็นแน่ อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์จึงเปลี่ยนไปหนังสือพิมพ์แจกฟรี ดังนั้น ในขณะที่อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์กำลังหดตัวลง แต่สัดส่วนของหนังสือพิมพ์แจกฟรีกลับเติบโต 20% ต่อปี โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรปและมีสัดส่วนถึง 7% ของหนังสือพิมพ์ทั้งหมดในปี 2008
มี 6 เหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมทุกคนจึงไม่จ่ายเงินซื้อสื่ออีกต่อไป
ข้อแรก ปริมาณเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนับล้านๆ เนื้อหา แต่ความต้องการบริโภคเนื้อหากลับมิได้เพิ่มขึ้นตาม
ข้อสอง เนื้อหาย้ายจากสื่อที่จับต้องได้และมีราคาที่ต้องจ่ายไปสู่เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่จับต้องไม่ได้
ข้อสาม คือการที่สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายนิดเดียว การดาวน์โหลดเนื้อหาจากอินเทอร์เน็ตง่ายกว่าการที่จะต้องออกไปหาซื้อสื่อในร้านค้า เมื่อค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูลถูกลง ความเต็มใจที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้เสพเนื้อหาก็ลดลงตาม
ข้อสี่ การได้ใช้ของฟรีเสมอบนโลกออนไลน์ทำให้คนยุค นี้ติดนิสัยนี้ไปใช้กับโลกจริงด้วย ในเมื่อเนื้อหาบนโลกออนไลน์ เป็นของฟรี ไม่มีเหตุผลที่เนื้อหาในที่อื่นๆ จะไม่เป็นของฟรีด้วย
ข้อห้า อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ตั้งใจที่จะให้เนื้อหาเป็นของฟรีอยู่แล้ว Apple ไม่ได้ทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการขายไฟล์เพลง แต่ได้มาจากการขายเครื่อง iPod เพลงที่ให้ฟรีเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้ iPod มีค่ามากขึ้น
ข้อสุดท้าย คนรุ่นใหม่เป็นคนที่เกิดในยุคของฟรี หรือ "Generation Free" เป็นคนรุ่นที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง ที่เนื้อหาทุกอย่างบนโลกออนไลน์เป็นของฟรี
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นนี้ไม่รู้สึกรู้สมกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
|
 |
|
|