|

new releases
Manager 360 aStore
|
|
|

 |
 |
The Snowball
ผู้เขียน: Alice Schroeder
ผู้จัดพิมพ์: Bantam Books
จำนวนหน้า: 960
ราคา: $35
buy this book
|
 |
|
 |
ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเจ็บตัวกันถ้วนหน้าจากวิกฤติการเงิน แต่ยังมีนักลงทุนคนหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะเคยผ่านมรสุมทุกรูปแบบเท่าที่จะเคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นมาแล้ว แต่ยังคงประสบความสำเร็จในการลงทุนมาโดยตลอด คนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ Warren Buffett นักลงทุนชื่อก้องโลก ผู้เป็นประธานและ CEO ของ Berkshire Hathaway (BRK) บริษัทจัดการการลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เขาและบริษัทของเขายังคงเติบโตต่อไป ทั้งๆ ที่นักลงทุนอื่นๆ กำลังประสบความตกต่ำอย่างที่สุด Buffett นับเป็นโมเดลแห่งความสำเร็จที่นอกจากจะเหลือเชื่อแล้ว ความสม่ำเสมอในการประสบความสำเร็จของเขาก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกเลยที่เขาจะได้รับฉายา "เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา" (Oracle of Omaha)
Alice Schroeder ผู้เขียน The Snowball เล่มนี้ ตัดสินใจเป็นนักเขียนเต็มตัวเพราะคำแนะนำของ Buffett เธอเคยเป็นนักวิเคราะห์การเงิน ซึ่งหน้าที่ของเธอคือติดตามความเป็นไปของ BRK ทำให้ได้รู้จักกับ Buffett เธอเขียนหนังสือเล่มนี้จากการสัมภาษณ์ Buffett รวมเป็นเวลาหลายร้อยชั่วโมง และเขียนถึงชีวิตของ Buffett ในทุกแง่ทุกมุม รวมถึงโลกส่วนตัวของ Buffett ที่อาจจะยังไม่มีใครเคยรู้มาก่อน หลายคนคงกระหายใคร่อยากรู้เรื่องของนักลงทุนคนสำคัญที่สุดของ Wall Street คนนี้ ว่าเขาเติบโตขึ้นมาอย่างไร และเริ่มต้นเข้าสู่การลงทุนได้อย่างไร ใครที่เป็นคนสอนวิธีการลงทุนที่ไม่เหมือนใครให้แก่เขา และเขาทำอย่างไรที่สามารถ ทำเงินได้อย่างมากมายและรวดเร็วในหุ้นที่แทบจะไม่มีใครมอง
Buffett มีความสามารถในการตัดทุกอย่างที่จะทำให้เขาไขว้เขวไปจากสิ่งที่เขาสนใจอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นคือการเพิ่มคุณค่าของหุ้นของ BRK การเขียนอัตชีวประวัติอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาเห็นว่าจะเบี่ยงเบนความสนใจของเขาไปจาก BRK ดังนั้น Buffett จึงไม่เคยคิดจะลงมือเขียนประวัติของตัวเองเลย มิไยที่ใครๆ ต่างขอร้องให้เขาเขียน โดยเฉพาะเมื่ออายุของเขาเข้าใกล้ 80 เข้าไปทุกที
ของเล่นสุดโปรด
สิ่งที่แยกคนเก่งออกจากคนธรรมดาคือพรสวรรค์ สิ่งที่แยกคนฉลาดออกจากคนเก่งคือพรสวรรค์บวกความทะเยอ ทะยาน สิ่งที่แยกอัจฉริยะออกจากคนฉลาด คือพรสวรรค์บวกความทะเยอทะยานบวกความสุข นับตั้งแต่นาทีที่อัจฉริยะคนหนึ่งได้ค้นพบว่าสิ่งที่เขารักคืออะไร ตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กน้อย เขาก็จะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้แก่ความฝันเพียงอย่างเดียวนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก Mozart, Shakespeare, Einstein, (Bill) Gates และอัจฉริยะอีกเพียงไม่กี่คน ที่เกิดขึ้นตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นเช่นนี้ และแน่นอนถ้าเกี่ยวกับโลกการเงินแล้ว อัจฉริยะที่นานๆ จะพบสักครั้งนี้ ย่อมรวมถึง Buffett ด้วย
ก้าวแรกของหนูน้อย Buffett บนเส้นทางแห่งความฝันที่เขาค้นพบคือการก้าวไปบนเส้นทางของทุนนิยม เด็กแบบไหนที่จะบอกว่า ของเล่นที่โปรดที่สุดคือเครื่องทอนเงิน ชีวิตในวัยเด็กที่ Nebraska ของ Buffett มีเงินดอลลาร์เป็นเพื่อนคนแรกและเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุด เส้นทางสู่การเป็น นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่เริ่มขึ้นเมื่อหนูน้อย Buffett มีอายุเพียง 6 ขวบ เขาสามารถขายหมากฝรั่งและน้ำอัดลมให้เพื่อนบ้านได้สำเร็จในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เงินเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการขายของนี้เปรียบเสมือนเกล็ดหิมะ ที่ค่อยๆ สะสมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกบอลหิมะทางการเงินลูกโต ที่ยังคงโตขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะที่มันกลิ้งลงมาจากภูเขา ซึ่งก็คือที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ The Snowball
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ Buffett อุทิศชีวิตให้กับธุรกิจ นอกจากเป็นเพราะความหลงใหลแล้ว ยังอาจเป็นเพราะเขาต้องการหนีจากชีวิตที่บ้าน แม้เขาจะรักบิดานักการเมืองของเขามาก แต่มารดาซึ่งเป็นคนระเบียบจัด และทางครอบครัวมีประวัติป่วยทางจิต อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมักระเบิดอารมณ์ใส่ลูกๆ Buffett และ Doris ด้วยเหตุนี้ Buffett จึงเลือกที่จะอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน
"ก้นบุหรี่"
ส่วนที่น่าสนใจมากส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ แน่นอนคือวิธีการลงทุนของ Buffett และเส้นทางการพัฒนาตัวเองสู่การเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ Buffett จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ถึงวิธีการเลือกหุ้นและการวิเคราะห์ทางการเงินของเขา แต่ก็เช่นเดียวกับอัจฉริยะทุกคน วิธีการของเขาดูเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับที่คนอื่นๆ จะทำตามได้ วิธีการวิเคราะห์ของ Buffett ละเอียดลออราวกับเป็นนักวิชาการ เขาจะศึกษาคู่มือหุ้นของ Moody's และ Standard & Poor's อย่างละเอียดที่สุด และค้นพบสิ่งที่มากกว่า "ก้นบุหรี่"
ความสัมพันธ์ระหว่าง Buffett กับครูคนแรกของเขา Ben Graham ก็ยิ่งน่าสนใจ Buffett ศึกษาวิธีเลือกหุ้นของ Graham ที่เรียกว่า วิธีเลือก "ก้นบุหรี่" (cigar butt) ซึ่งหมายถึงบริษัทที่ใกล้จะตาย แต่สินทรัพย์ของบริษัทนั้นอาจนำกำไรที่งดงามมาให้ หากปิดบริษัทและสะสางบัญชีทรัพย์สิน หากเข้าซื้อหุ้นของบริษัทประเภทนี้จนมากพอที่จะมีอำนาจควบคุม ก็จะมีแต่ได้กำไรทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าถือหุ้นเอาไว้ก็สามารถนำสินทรัพย์ของบริษัทไปค้ำประกันเงินกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้ หรือถ้าจะปิดบริษัทเมื่อสะสางบัญชีก็จะได้กำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัท และนำเงินที่ได้ไปลงทุนอย่างอื่นต่อไป อย่างไรก็ตาม Buffett มักจะถือหุ้นของบริษัทประเภทนี้เอาไว้โดยไม่ขายทิ้ง
และ "ก้นบุหรี่" อันหนึ่งที่ต่อมากลับกลายเป็น "กองทอง" ก็คือ Birkshire Hathaway หรือ BRK นั่นเอง BRK มีกำเนิดจากการรวมกิจการโรงทอ 2 แห่ง ในช่วงที่กำลังให้สัมภาษณ์ Schroeder ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ Buffett เคยบอกเธอว่า ถ้าเขาเกิดจำอะไรไม่ได้ขึ้นมา ให้เธอไปถามข้อมูลเดียวกันจากคนหลายๆ คน แล้วเลือกเรื่องที่ "ยกยอปอปั้น" เขาน้อยที่สุด แต่เรื่องของ Buffett กับ BRK อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องในชีวิตของ Buffett ที่ดูจะยกย่องความดีงามของเขามากที่สุด ความสนใจที่ Buffett มีต่อบริษัทนี้เริ่มมากขึ้น เมื่อเจ้าของบริษัทในตอนนั้นคือ Seabury Stanton พยายามจะเบี้ยวข้อเสนอซื้อบริษัทของ Buffett ทำให้บรรดาหุ้นส่วนของ Buffett ต่างเทเงินเข้าซื้อหุ้นของ BRK จน Buffett ได้ครองหุ้นส่วนใหญ่ที่มีอำนาจควบคุมบริษัท ทำให้ครอบครัว Stanton ต้องหนีไป
จากโรงทอเล็กๆ BRK กลายเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการการลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม Buffett ไม่ยอมทิ้งรากเหง้าของ BRK ซึ่งเผยให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของ Buffett ผู้ต้องการเป็นที่รักของใครๆ เสมอ นับตั้งแต่เมื่อเขายังเป็นเด็กใช้ชีวิตอยู่ใน Omaha เขาไม่ต้องการถูกประณามว่าเป็นจอมเขมือบบริษัท ความตั้งใจของ Buffett ดังกล่าว ได้ช่วยให้โรงงานทอผ้าแห่งนี้มีอายุยืนยาวมาได้จนถึงปี 1985 จึงไม่เป็นการยุติธรรมนัก หากใครจะตราหน้า Buffett ว่าเป็นนักลงทุนเจ้าเล่ห์ที่ไร้มนุษยธรรม
คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
การศึกษาเรื่องราวของ Buffett คงจะไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่พูดถึงคน 2 คน คนหนึ่งสำคัญกับชีวิตของเขา และอีกคนสำคัญกับธุรกิจของเขา คนแรกคือ Susie ภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้ว แม้ว่าชีวิตคู่ของคนทั้งสองจะจบลงด้วยการแยกกันอยู่อย่างถาวร แต่ไม่ได้หย่าร้างกัน Buffett ยังรักภรรยาจนถึงนาทีสุดท้ายในชีวิตของเธอ ซึ่งเสียชีวิตไปในปี 2004 Susie มีอิทธิพลอย่างมากที่ทำให้ Buffett ทุ่มเทให้แก่การกุศล เธอยังเป็นหลักในชีวิตของเขามาตลอด Susie เป็นนักสิทธิมนุษยชน เธอเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายมาก จนแม้แต่สามีก็ยังทึ่งในความสามารถของภรรยา ที่ทำให้คนที่แทบไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย สามารถเปิดเผยความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งในหัวใจออกมาได้ เพียงเมื่อได้รับการแสดงความเห็นอกเห็นใจจาก Susie เท่านั้น เธอเคยเข้าร่วมในการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองในช่วงทศวรรษ 1960 เดินขบวนเรียกร้องให้สนับสนุนการวิจัยและรักษาโรค AIDS ในช่วงทศวรรษ 1980 Susie ไม่เคยทำการกุศลในแบบที่คนรวยชอบทำ คือเพียงแต่ส่งเงินบริจาคไปแต่เธอเข้าไปคลุกคลีทุกอย่างด้วยตัวเอง
ทนายความร่างเตี้ยผู้มองโลกในแง่ร้ายจากแคลิ ฟอร์เนีย เป็นหนึ่งในคนที่ Buffett ไว้วางใจมากที่สุดในด้านธุรกิจ Charlie Munger เป็นคน Nebraska บ้านเดียวกับ Buffett ทั้งสองพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญในปี 1959 Munger เป็นเพื่อนในสมัยเด็กของเพื่อนของ Buffett อีกทีหนึ่ง เขาอายุมากกว่า Buffett 6 ปี แต่ชื่นชมและเชื่อมั่นศรัทธาในวิธีการลงทุนและในตัวของ Buffett เป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันดีว่า Munger เป็นคนที่ไม่เคยฟังใครนอกจากตัวเอง ความเชื่อมั่นศรัทธาของ Munger มีต่อตัว Buffett และหลักการลงทุนของ Buffett ทำให้มิตรภาพของทั้งสองงอกงามอย่างรวดเร็วทั้งด้านส่วนตัวและธุรกิจ ด้วยความช่วยเหลือของ Munger ทำให้ Buffett สามารถกระจายการลงทุนของ BRK และสร้างความมั่นคงให้แก่ธุรกิจต่างๆ ที่ BRK เป็นเจ้าของได้ สองเกลอยังช่วยกันทำให้ BRK กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์และไว้ใจได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Buffett ให้ความสำคัญสูงสุด ไม่ว่าธุรกิจอะไรที่อัจฉริยะทั้งสองเข้าไปจับ ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น
วิธีของ Buffett
หลักการลงทุนของ Buffett เป็นหลักการง่ายๆ แต่เวลาลงมือทำต้องทำอย่างเข้มข้น Buffett เชื่อว่า เราควรจะลงทุนแต่เฉพาะการลงทุนที่เรารู้สึกสบายใจที่สุดที่จะลงทุน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักการนี้จะป้องกันไม่ให้ก้าวพลาดในตลาดหุ้น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลกับทุกธุรกิจ หากใช้กับตลาดหุ้นหมายความว่านักลงทุนจะต้องตรวจสอบสถานะการเงินของบริษัทอย่างละเอียดและรอบด้านจริงๆ และต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของนักลงทุน จากนั้นจึงทำการตัดสินใจลงทุนอย่างชาญฉลาด บนพื้นฐานของความรู้ที่ได้จากการศึกษาบริษัทอย่างละเอียด
Buffett สนับสนุนการลงทุนในบริษัทที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีทางจะล้มหายตายจากไปได้ อาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน ธุรกิจประกัน และแม้กระทั่งธุรกิจสื่อบางอย่าง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนอเมริกัน Buffett ไม่เคยสนใจหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาถูกกระแนะกระแหนว่า หุ้นกลุ่มนี้เป็นกับดักของคนแก่ที่ลงมาเล่นในเกมของคนหนุ่มสาว แม้ว่า Buffett จะนับ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft เป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่ง แต่ Buffett ก็ไม่เคยปิดบังว่า เขาไม่เคยเข้าใจเทคโนโลยีเลย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Buffett รอดพ้นจากฟองสบู่หุ้นไฮเทคแตกในปี 2000 ไปได้อย่างฉลุย ในขณะที่นักลงทุนอื่นๆ ล้วนเจ็บตัวกันถ้วนหน้า
บทเรียนที่สำคัญยิ่งกว่าหลักการลงทุนของ Buffett คือ การตั้งใจอุทิศทรัพย์สมบัติมหาศาลที่เขามีอยู่ เพื่อทำโลกนี้ให้ดีขึ้น ในปี 2006 Buffett ตัดสินใจบริจาคหุ้น 85% ของ BRK ให้แก่มูลนิธิหลายแห่ง โดยเฉพาะมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ได้รับหุ้นไปมากที่สุด เมื่อมีคนถามว่า ทำไมถึงยังต้องบริจาคให้มูลนิธิของสองสามีภรรยา Gates มากที่สุด ทั้งๆ เป็นมูลนิธิที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว Buffett ตอบอย่างง่ายๆ ว่า เพราะเขารู้สึกว่ามูลนิธิ Gates พยายามจะทำดีที่สุดเพื่อช่วยคนให้มากที่สุด
Buffet ที่คุณไม่รู้จัก
มีหลายเรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Buffett เช่น ความพยายามที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัท Graham-Newman ซึ่งเป็นบริษัทของ Graham ผู้เปรียบเสมือนครูที่สอนการลงทุนให้แก่ Buffett ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แม้ว่า Buffett จะเป็นนักเรียนคนโปรดของ Graham ก็ตาม เข้าใจว่าเป็นเพราะกระแสต่อต้านยิวในสถาบันการเงินในช่วงทศวรรษ 1950 Graham ยังมีเหตุผลที่ยอมสละ Buffett เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติ นี่เป็นบทเรียนที่ Buffett จำขึ้นใจ และทำให้เขากลายเป็นคนที่สนับสนุนความเท่าเทียมกันทั้งในธุรกิจและในชีวิต
บุคลิกภาพที่โดดเด่นอีกอย่างของ Buffett คืออารมณ์ขัน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่แต่งตัวเป็น Mickey Mouse ออกรายการโทรทัศน์ของสถานี ABC หรือเล่นบทซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ในวิดีโอที่นำเข้าสู่การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ BRK Buffett ฉีกภาพนักลงทุนซึ่งคนอื่นๆ มักจะคิดว่า ต้องมีใบหน้าที่เคียดขึ้งบูดบึ้งขุ่นเคืองอยู่ตลอดเวลาไปโดยสิ้นเชิง เขายังชอบล้อเลียนตัวเอง เรื่องที่คนมักมองว่าเขาเป็นคนขี้เหนียวอีกด้วย ทำให้คนอ่านรู้สึกว่า Buffett มีความสุขกับทุกช่วงเวลาในชีวิตของเขา แม้จะเป็นอภิมหาเศรษฐี แต่คนอ่านก็ยังรู้สึกได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนในตัว Buffett
ส่วนที่นักอ่านไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในหนังสือเล่มนี้ คือ คำพูดที่ออกจากปากของ Buffett เอง ซึ่งจะพิมพ์เป็นตัวเอียง อันเป็นส่วนที่คุณจะได้ฟังเสียงจริงๆ จากอัจฉริยะนักลงทุนผู้นี้ และพบว่า นักลงทุนยิ่งใหญ่ผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับการทำตามสิ่งที่ตัวเองฝัน และเริ่มต้นด้วยก้าวเล็กๆ ที่ไม่ต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไป
|
 |
|
|