|

new releases
Manager 360 aStore
|
|
|

 |
 |
The Cool Factor
ผู้เขียน: Del Breckenfeld
ผู้จัดพิมพ์: Wiley
จำนวนหน้า: 266
ราคา: $24.95
buy this book
|
 |
|
 |
เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่งบประมาณกลับน้อยลงเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว นักการตลาดจึงได้แต่วิตก อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคนิคการตลาดอีกมากที่สามารถจะนำมาใช้สร้างปรากฏการณ์ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมาก The Cool Factor เล่มนี้ อาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทางการตลาดได้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็อาจชี้ทางให้นักการตลาดมองเห็นโอกาสที่จะทำให้สินค้าของคุณ "เจ๋ง" ขึ้นมาได้
Del Breckenfeld ผู้แต่งบอกว่า หากสินค้าของคุณได้เข้าคู่กับสินค้าอื่น หรือคนดัง หรือกิจกรรมที่ "เจ๋ง" อยู่แล้ว ก็จะทำให้สินค้าของคุณพลอยแจ่มแจ๋วไปด้วย หนึ่งในสินค้าที่เจ๋งที่สุดคือ กีตาร์ Fender ซึ่งเป็นกีตาร์ที่มือกีตาร์ระดับตำนานอย่าง Jimi Hendrix และ Stevie Ray Uaughan ต้องเลือก กีตาร์ของบริษัทซึ่งมีชื่อแจ่มๆ อย่าง Stratocaster, Telecaster, Jaguar และ Jazzmaster ได้ช่วยสร้างสรรค์บทเพลงยอดฮิตติดอันดับมาแล้วมากมายในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ Fender ยอดเยี่ยมมากขนาดได้รับข้อเสนอขอจับคู่ทางการตลาดจากสินค้าอื่นๆ อยู่เป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ผู้แต่งบอกว่า ก่อนอื่นเลยคุณจะต้องสร้างความรับรู้ในแบรนด์ของคุณในตลาดหลักให้ได้อย่างมั่นคงเสียก่อน แล้วขั้นต่อไปจึงจะเป็นการแสวงหาแบรนด์หรือคนหรือเรื่องเจ๋งๆ ที่คุณอยากจะเอาสินค้าของคุณไปเข้าคู่ด้วย ซึ่งควรเป็นแบรนด์ที่มีความมั่นคงอยู่แล้วในตลาดเดียวกัน เพราะจะสามารถช่วยผลักดันแบรนด์ของคุณให้พุ่งแรงได้
โฆษณาแฝง
การแสวงหาแบรนด์ หรือคนดังหรืองานที่จะมาเข้าคู่กับแบรนด์ของคุณ มักจะอยู่ในแวดวงของอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ ผู้แต่งสนับสนุนการทำ product placement หรือที่บางคนเรียกว่าโฆษณาแฝง กล่าวคือ การทำให้สินค้าของคุณได้ปรากฏอยู่ในละครหรือรายการโทรทัศน์หรือในภาพยนตร์ ยิ่งเห็นตัวละครหรือผู้ร่วมรายการกำลังใช้สินค้าของคุณก็ยิ่งดี ผู้แต่งบอกว่า เทคนิคนี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อเจ้าของสินค้าและเจ้าของรายการ หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องเหมาะกับเนื้อหาในละครหรือภาพยนตร์หรือรายการนั้นๆ
ผู้แต่งเห็นว่า event marketing เป็นวิธีที่ตรงที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ค่อนข้างจะเปลืองงบ แต่เทคนิคการตลาดนี้มีประโยชน์หลายอย่าง แม้กระทั่งเพียงการไปซื้อบูธเล็กๆ ในงาน event และอย่าลืมนำตัวอย่างสินค้าของคุณไปแจกฟรีในงานด้วย เพราะนั่นจะเป็นโอกาสที่ผู้บริโภคหรือคนดังจะได้นำสินค้าของคุณติดมือกลับไปบ้านด้วย
งานการกุศล
Cause-marketing เป็นเทคนิคการตลาดอีกอย่างหนึ่งที่ผู้แต่งสนับสนุน แม้ว่าวิธีนี้จะยังถกเถียงกันอยู่ถึงผลดีผลเสีย แต่การจับคู่สินค้าที่เหมาะสมกับงานการกุศล จะเท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว นอกจากจะช่วยระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศลได้แล้ว สินค้าของคุณยังจะได้ภาพของความใจบุญในความรับรู้ของผู้บริโภคด้วย ผู้แต่งยกตัวอย่างงานการกุศลที่จัดโดย Fender Center มูลนิธิไม่หวังผลกำไรของกีตาร์ Fender ชื่อดัง ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ส่งเสริมการศึกษาด้านดนตรี ตัวผู้แต่งเองได้นำกีตาร์ Fender ส่วนตัวหลายสิบตัวไปที่งานดังกล่าว เพื่อให้ Tom Petty เซ็นชื่อลงบนกีตาร์เหล่านั้น เพราะรู้ว่าจะทำให้กีตาร์ได้ราคาดีขึ้น เมื่อนำออกประมูลหาเงินบริจาค ทำให้คนดังคนอื่นๆ พากันมาเซ็นชื่อลงบนกีตาร์ด้วย และช่วยให้มูลนิธิสามารถระดมเงินบริจาค พร้อมทั้งสร้างชื่อเสียงให้แก่บริษัทไปพร้อมๆ กัน
ในบทที่ว่าด้วย celebrity quotient หมายถึงมาตรวัดคุณค่าของคนดัง คือวิธีตัดสินใจเลือกคนดังที่จะเหมาะกับแบรนด์ของคุณ ในบทนี้ยังบอกวิธีติดต่อสื่อสารกับคนดังด้วย ส่วนบทที่ว่าด้วย "California Dreaming" กล่าวถึงเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครของแคลิฟอร์เนียตอนใต้ และผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น เป็นการพูดถึงวัฒนธรรมแบบอเมริกันที่สืบทอดมานานหลายทศวรรษได้อย่างน่าสนใจ
|
 |
|
|